วิธีการปลูกเห็ดชนิดต่างๆ

เนื่องจากเห็ดแต่ละชนิดมีวิธีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมตั้งแต่เตรียมวัสดุอุปกรณ์ สถานที่ การเลือกซื้อเชื้อเพื่อเพาะ ขั้นตอนการเพาะ การดูแล ระยะเวลา การเก็บ ข้อควรระวังในการดูแล เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่กับฟาร์มเห็ดของคุณเอง

เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนู
                            เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนูนั้นเป็นเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี เพราะมันสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิประเทศและอากาศในประเทศไทย และคุณสมบัติพิเศษของเห็ดหูหนูในไทยคือมีความกรอบ มีคุณค่าทางโภชนาการดีนั่นเอง สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดหูหนู

-เห็ดหูหนูสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 15-35 องศาเซลเซียส แต่ถ้าในโรงเรือนที่เพาะเห็ดหูหนูนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสแล้วล่ะก็จะส่งผลให้เส้นใยของเห็ดไม่เจริญเติบโต ถ้าอุณหภูมิยิ่งต่ำก็จะทำให้ดอกเห็ดนั้นมีความหนาผิดปกติและมีขนยาว ในทางกลับกันถ้าอุณหภูมิสูงก็จะทำให้ดอกเห็ดมีผลผลิตต่ำและดอกเห็ดมีขนาดเล็กลง

-ความชื้นที่เห็ดหูหนูชอบคือความชื้นสัมพัทธ์ที่ไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเห็ดใกล้ออกดอกควรมีความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์

-แสงสว่างในการปลูกเห็ดไม่จำเป็นต้องมากนัก ในระหว่างที่เห็ดใกล้ออกดอกถ้ามีแสงมาก ใยของเห็ดจะเจริญเติบโตช้าและเกิดการแก่เร็วจึงควรเลี้ยงเส้นใยของเห็ดในห้องที่มืด และถ้าเห็ดโดนแดดมากจนเกินไปก็จะทำให้เห็ดนั้นมีสีคล้ำ และถ้าโดนแดดน้อยก็จะมีสีซีด

-อากาศภายในโรงเรือนเพาะปลูกต้องดี เพราะถ้าอากาศในโรงเรือนมีคาร์บอนไดออกไซค์มากไปจะทำให้ดอกเห็ดไม่บาน แต่จะมีลักษณะเหมือนกระบอง คือเป็นทรงกระบอก แต่ถ้ามีอากาศถ่ายเทที่มากเกินไปก็จะทำให้ดอกเห็ดนั้นมีความกระด้าง มีขนยาว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกโรงเรือนแบบมุงด้วยหญ้าคาแทนที่จะเป็นกระเบื้อง ส่วนภายในจะเป็นการบุด้วยพลาสติก และมีการเจาะพลาสติกเป็นช่องระบายอากาศ

-เห็ดหูหนูชอบที่จะเจริญเติบโตในสภาวะเป็นกลาง หรือเป็นกรดเล็กน้อยประมาณค่า PH ที่ 4.5-7.5 คล้ายกับเชื้อราทั่วไป ในการเพาะเห็ดหูหนูจึงควรปรับสภาพทั้งอากาศและอาหารให้อยู่ในสภาพที่เหมาะกับการเจริญเติบโต

การผลิตก้อนเชื้อของเห็ดหูหนูมีส่วนผสมดังนี้

-ขี้เลื่อยจากไม้ยางพาราแห้ง 100 กิโลกรัม

-แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาล 3-4 กิโลกรัม

-ดีเกลือ 200 กรัม

-ปูนขาว 500-1000 กรัม

-รำละเอียด 5 กิโลกรัม

-ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม

-น้ำสะอาด 70 กิโลกรัม

ในการเพาะเห็ดหูหนูนั้น ถ้าต้องการความประหยัดก็ควรจะใช้ขี้เลื่อยเพียงอย่างเดียว แต่ผลผลิตนั้นอาจจะค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่สูงก็ควรเพิ่มสารอาหารต่างๆลงไปในการเพาะเชื้อด้วย เช่น ใช้ไม้เนื้ออ่อนอย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา ก้ามปูและนุ่น ขี้เลื่อยที่ใช้นั้นต้องไม่มียางที่เป็นพิษต่อเห็ด และเพื่อการประหยัดงบประมาณในต้นทุนการผลิตก็ควรเลือกของที่มีในท้องถิ่น เพื่อง่ายต่อการหาวัตถุดิบนั่นเอง ซึ่งสูตรไม้ต่างๆ ที่นำมาใส่นั้นกรมวิชาการเกษตรได้ลงความเห็นแล้วว่าจะทำให้ผลผลิตของเห็ดมากยิ่งขึ้น

วิธีการผสมเชื้อเห็ดหูหนู

1.นำส่วนผสมต่างๆ มาคลุกให้เข้ากันในพื้นที่เรียบๆ

2.ในระหว่างที่ผสมให้เทน้ำเข้าไปผสมด้วยทีละนิด เพื่อให้ขี้เลื่อยมีความชื้นที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดูความชื้นโดยให้ใช้มือกำส่วนที่ผสมแล้ว ถ้าขี้เลื่อยชื้นพอเมื่อคลายมือมันจะแบ่งตัวเองออกเป็น 2-3 ส่วน และไม่แตกเป็นก้อนเล็กๆ

3.เมื่อได้ที่แล้วให้นำบรรจุถุงร้อนให้มีน้ำหนักประมาณ 800-1,000 กรัมโดยอัดก้อนเห็ดนี้ให้แน่นพอสมควร

4.การปิดปากถุงโดยใช้คอขวดใส่ไว้แล้วใช้ยางรัดและอัดปิดจุกทับด้วยสำลีและกระดาษ รัดทับอีกชั้นด้วยยาง

5.นำไปนึ่งนานประมาณ 3-4 ชั่วโมง และนำมาตั้งไว้ให้เย็นเพื่อจะเขี่ยเชื้อเห็ดเตรียมพร้อมในการออกดอกของเห็ดต่อไป

ขั้นต่อไปเป็นการบ่มก้อนเชื้อเห็ด

1.การบ่มเชื้อที่ดีควรอยู่ที่อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส

2.ในระยะแรกของการบ่มเห็ดไม่ควรมีลมโกรกมากนัก(สำหรับเห็ดหูหนู)

3.ในช่วงที่เส้นใยของเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน เห็ดหูหนูจำเป็นต้องให้อากาศถ่ายเทให้สะดวกและถูกแสงสว่างบ้าง เพราะแสงสว่างจะกระตุ้นให้เส้นใยมีการสะสมอาหาร และมีการรวมตัวกันเป็นก้อนของดอกเห็ดภายในถุง

4.ก้อนเชื้อที่มีเส้นใยภายในที่พร้อมจะออกดอก ไม่ควรที่จะเก็บนานเกิน 15 วัน เป็นเพราะก้อนเชื้อนี้จะเจริญเป็นดอกช้ามาก หรืออาจจะไม่เจริญเติบโตก็ได้ และควรเก็บหัวเชื้อที่มีการบ่มนี้ไว้ในที่มีอากาศแห้งและเย็น เพื่อให้เห็ดนั้นมีการแก่ช้าลงได้อีก

การดูแลรักษาก้อนเชื้อ

-ในระยะแรกของการปลูกเห็ดหูหนู การรดน้ำควรรดเฉพาะที่พื้นของโรงเรือนเพื่อให้ภายในโรงเรือนนั้นมีความชื้น เพราะถ้ารดน้ำไปโดนตรงรอยกรีดของถุงนั้น ถ้าน้ำไม่สะอาดจะทำให้จุลินทรีย์เข้าไปทำลายรอยแผลที่จะให้ต้นเห็ดทะลุออกมาได้

-การให้น้ำเห็ดที่ดีควรใช้เครื่องฉีดน้ำที่เป็นฝอย ฉีดประมาณวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าอากาศแห้งแล้งก็จะต้องเพิ่มจำนวนการฉีดน้ำเป็น 3 ครั้งต่อวัน

การเก็บผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะใช้ในระยะเวลาในการเก็บประมาณ 2-3 เดือน โดยที่แต่ละครั้งจะให้ผลผลิตต่อถุงประมาณ 5 ขีด โดยที่เห็ดในระยะแรกนั้นๆ ดอกเห็ดจะมีลักษณะหมวกดอกหนาโค้ง แต่เมื่อโตเต็มวัยจะบางลงและโค้งเป็นลอน สามารถใช้มือดึงได้ง่าย ควรเก็บเฉพาะดอกแก่ ส่วนดอกเล็กให้เก็บไว้ก่อน

ปัญหาทั่วไปของเห็ดหูหนู

-ก้อนเชื้อเห็ดเสีย เนื่องจากมีเชื้อโรคเข้ามาทำลายเชื้อเห็ด โดยมีสาเหตุมาจากการใช้รำเก่ามาผสมขี้เลื่อย จึงมีเชื้อโรคสะสม

-การนึ่งฆ่าเชื้อ ไม่สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้หมดจึงทำให้เชื้อโรคเข้ามาปะปนได้

-อาหารเสริมที่ผสมลงไปมีจำนวนมากเกินไป จึงทำให้จุลินทรีย์อื่นเจริญเติบโตได้ดีไปพร้อมๆกับเห็ด

-สำลีเปียกชื้นจึงทำให้เกิดการเน่าเสีย

-หัวเชื้อที่เพาะนั้นไม่บริสุทธิ์ และมีลมแรงเกินไปในห้องเพาะเชื้อ

-เชื้อเห็ดที่ใส่ในก้อนเชื้อไม่เจริญเติบโต มีสาเหตุมาจากความชื้นในก้อนเชื้อมีมากเกินไป ทำให้ขาดก๊าซออกซิเจน เห็ดจึงเติบโตไม่ได้

-การหมักขี้เลื่อยไม่สมบูรณ์จึงเกิดการสะสมของก๊าซแอมโมเนียเส้นใยของเห็ดจึงมีการชะงักการเติบโต

-บ่มเชื้อในอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจึงทำให้มีการเติบโตที่ช้ามาก

-ก้อนเชื้อมีไรที่เป็นลักษณะใสๆ คล้ายไข่ปลา ซึ่งมีสาเหตุมากจากโรงเรือนไม่สะอาด

-ไข่ของไรอาจจะตกค้างอยู่ในขี้เลื่อย ไรนี้จะเข้าไปทำลายเส้นใยที่กำลังเจริญเติบโต จึงทำให้เส้นใยเดินไม่เต็มถุง และไรชนิดนี้ไม่ระบาดในเห็ดชนิดอื่น

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *