เห็ดขอนขาว

เห็ดขอนขาว เป็นเห็ดพื้นเมืองที่มีรสชาติดีของภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเห็ดขอนขาวนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อไม่ว่าจะเป็นเห็ดกระด้าง เห็ดบด หรือเห็ดขอนดำ

เห็ดขอนขาว
                                เห็ดขอนขาว             

เห็ดขอนขาวเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นเองธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน และพบมากในป่า แต่ในปัจจุบันป่ามีน้อยลงแต่ความต้องการในการบริโภคสูงจึงทำให้เห็ดมีน้อยลง ผู้คนจึงหันมาปลูกเห็ดขอนขาวเพื่อรับประทานเองและเพื่อการค้า

อุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูก

-ขอนไม้มะม่วง ไม้รัง หรือไม้เต็งที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว ยาวประมาณ 150 เซนติเมตร

-เชื้อเห็ด

-ทราย

-ปูนซีเมนต์

-ถัง

-สว่าน

-ไม้สำหรับอัดกดเชื้อเห็ด

วิธีการเพาะปลูก

1.เตรียมขอนไม้ ถ้าในท้องถิ่นมีไม้มะม่วงก็ให้ใช้ไม้มะม่วง แต่ถ้ามีไม้เต็งหรือไม้รังก็เลือกใช้ได้ตามที่มีเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งความยาวต่อต้นประมาณ 150 เซนติเมตร

2.ใช้สว่านเบอร์ 5-6 หุน เจาะขอนไม้ให้เป็นรู แต่ละรูเจาลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร โดยให้แต่ละแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร แต่ละขอนก็เจาะจำนวนรูและขนาดเท่ากัน

3.นำเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้ใส่ลงลัง และใช้มือบีบจนเชื้อเห็ดนั้นแตกละเอียด จากนั้นยัดลงโดยใช้ไม้ขนาดเท่าเจาะรู กดและดันเชื้อเห็ดจนแน่นรูที่เจาะไว้

4.ใส่ปูนซีเมนต์ผสมด้วยทรายในอัตราส่วน 1:1 คลุกน้ำหมาดๆปิดขอนไม้ที่ใส่เชื้อเห็ดไว้

5.นำขอนเห็ดไปพักไว้ใต้ต้นไม้เพื่อเป็นการเพาะเชื้อเห็ด และเมื่อมีอากาศแห้งก็ควรรดน้ำให้ขอนเห็ด 1 ครั้ง ภายในเวลา 10-15 วัน

การบ่มเชื้อ

เมื่อฝังเชื้อเข้าไปเรียบร้อยแล้วให้วางขอนไม้ไว้ใต้ร่มไม้ โดยการวางขอนไม้ซ้อนกันสลับไปมาเหมือนช่องสี่ด้าน ควรระวังไม่ให้ถูกแสงแดดและลมเพราะจะทำให้ขอนไม้แห้งเกินไป ทำให้เชื้อเห็ดมีการขยายเส้นใยได้ไม่เต็มที่ ต้องใช้เวลาในการบ่มเห็ดประมาณ 3-4 เดือน การกินอาหารของเชื้อเห็ดนั้นขึ้นอยู่กับการอาศัยน้ำเลี้ยงของเปลือกไม้เป็นอาหาร และเมื่อขอนไม้มีความแห้งเกินไปก็ควรรดน้ำช่วยอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

การทำให้เห็ดออกดอก

เมื่อบ่มเชื้อเห็ดครบ 4 เดือนแล้วเปลือกไม้จะเริ่มผุ เห็ดเจริญวัยเต็มที่ จนเมื่อเข้าฤดูฝนเห็ดก็จะเกิดดอกออกมาเองโดยที่เราไม่ต้องรดน้ำ เห็ดจะสามารถออกดอกได้ปีละ 3-5 ครั้ง ขึ้นอยู่ที่ตัวขอนไม้และประสิทธิภาพของตัวเชื้อเห็ด แต่ในแต่ละครั้งจำนวนของเห็ดก็จะเพิ่มมากกว่าเดิมทุกครั้ง โดยช่วงเวลาที่เห็ดออกดอกได้ดีคือช่วงเวลากลางคืนถึงเวลาเช้ามืด ถ้าจะไม่เพาะใส่ขอนไม้ก็สามารถเพาะใส่ถุงได้เหมือนเห็ดทั่วไป โดยใช้วิธีดังนี้

1.นำขี้เลื่อยมาคลุกกับปูนขาว รำละเอียด น้ำตาลทราย และน้ำผสมให้เข้ากัน

2.บรรจุอาหารของเห็ดใส่ในถุงพลาสติก ทนร้อน กดให้แน่นโดยไม่ต้องเต็มถุง กำหนดว่า 2/3 ของถุง

3.รวบปากถุงและใส่ปากคอขวดพลาสติก รัดหนังยางให้แน่นอุดสำลีหุ้มด้วยกระดาษหรือฝาครอบพลาสติก

4.นำเชื้อไปนึ่งที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง

5.นำถุงที่นึ่งแล้วมาใส่หัวเชื้อเห็ดโดยใส่ถุงละ 5-10 เม็ด เวลาที่จัดการกับถุงใส่เม็ดนี้ต้องทำให้สะอาด ไม่มีลมโกรก และป้องกันการปนเปื้อนของโรคและแมลง

6.นำก้อนเห็ดไปวางไว้ในโรงเรือนสำหรับบ่มเส้นใยในอุณหภูมิที่ 28-32 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 วัน

7.เมื่อเห็นว่าเส้นใยของเห็ดเดิมเต็มแล้วก็ให้เปิดจุกสำลีทิ้งไว้ 1 วัน วันต่อมาให้ปาดคอขวดทิ้งไป ทิ้งไว้อีก 1 วัน จึงตัดถุงออก

8.นำก้อนเห็ดมาเรียงเป็นชั้นไว้ในโรงเรือน รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้ากับบ่ายเป็นเวลา 3-5 วัน ก็สามารถนำเห็ดมาขายได้แล้ว

ปัจจัยในการเจริญเติบโตของเห็ดขอนขาวนี้ก็เหมือนกับเห็ดทั่วไป แต่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเรื่องของการรดน้ำ เพราะหากรดมากไปเห็ดก็จะเน่า แต่ถ้าอากาศแห้งเกินไปก็จะทำให้เห็ดไม่สมบูรณ์ ควรสังเกตธรรมชาติให้มากขึ้นนั่นเอง สองวิธีนี้ถือว่าน่าสนใจและเหมาะสำหรับตลาดเห็ดพื้นเมืองเลยทีเดียว เพราะบางครั้งเห็ดที่นำเข้าอาจจะมีราคาแพง คนไทยก็อาจจะหันมาบริโภคเห็ดพื้นเมืองมากขึ้นก็เป็นได้

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

เห็ดหอม

เห็ดหอมนั้นเรียกได้ว่าเป็นเครื่องปรุงอาหารที่ให้ทั้งรสชาติและกลิ่นที่หอม ดังนั้นจึงเป็นที่ต้องการของตลาดในการประกอบอาหารประเภทซุปถ้าเลือกที่จะปลูกเห็ดหอมก็ถือเป็นเรื่องที่น่าทดลองและน่าลงทุน

เห็ดหอม
                             เห็ดหอม

เห็ดหอม : คนจีนใช้เห็ดหอมเป็นอายุวัฒนะ รักษาหวัด ทำให้เลือดลมดี แก้โรคหัวใจ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ป้องกันโรคเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง โรคร้ายจากเชื้อไวรัส เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยโคเลสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน(Lentinan)ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเซลล์เนื้องอก ป้องกันและต้านมะเร็ง

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม

-อุณหภูมิ เห็ดหอมเป็นพืชเมืองหนาว ดังนั้นการบ่มเส้นใยที่ดีที่สุดคืออุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส การทำห้องหรือโรงเรือนควรจะต้องอยู่ใต้ร่มไม้ และมีหลังคาที่ทำมาจากหญ้าคาหรือฟางก็จะช่วยให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนมีความเย็นสบาย เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดหอมด้วย

-ความชื้น ในระยะของการบ่มเส้นใยนั้นควรมีความชื้นอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และไม่ต้องให้น้ำถุงเห็ด ถ้าต้องใช้น้ำจริงๆก็จะต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าจุกสำลีเพราะจะทำลายเชื้อเห็ดได้ ความชื้นที่เห็ดจะเจริญเติบโตได้ดีคืออยู่ระหว่าง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการผ่านลมเย็นตอนที่เห็ดเจริญเติบโตนั้นจะทำให้หมวกเห็ดแตกจนทำให้คล้ายเห็ดหอมจากต่างประเทศ

-อากาศ ในโรงเรือนต้องมีอากาศที่ถ่ายเทซึ่งจะทำให้เห็ดมีการเจริญเติบโตได้เต็มที่ แต่ถ้ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากก็จะทำให้เห็ดมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้

-แสง มีส่วนช่วยกระตุ้นตุ่มเห็ดและสร้างแผ่นสีน้ำตาลให้กับเห็ดหอม นอกจากนี้ยังช่วยให้เห็ดหอมมีสีเข้มไม่ซีดจาง

-การแช่น้ำเย็น หลังจากการบ่มเพาะเส้นใยที่สมบูรณ์แล้ว ควรแช่ก้อนเชื้อในน้ำเย็น 2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เห็ดออกดอก

วัสดุที่ใช้ในการเพาะเห็ดหอม

-ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม

-ปูนขาว 2 กิโลกรัม

-รำละเอียด 10 กิโลกรัม

-ดีเกลือ 200 กรัม

-น้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม

-ยิปซัม 500 กรัม

-น้ำเปล่า

วิธีทำก้อนเห็ดหอม

สำหรับวิธีทำก้อนเห็ดหอมก็เหมือนกับการทำก้อนเห็ดหูหนู ส่วนการบ่มเชื้อนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้างนั่นคือ หลังจากที่บรรจุถุงแล้วให้นำก้อนเชื้อเห็ดนั้นไปนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 90-100 องศาเซลเซียส นานประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงทิ้งไว้ให้เย็น

การเขี่ยเชื้อเห็ด

หลังจากที่นึ่งแล้วก็ต้องนำมาเข้าห้องเขี่ยเพื่ออบโอโซนฆ่าเชื้ออีกครั้ง ต้องเขี่ยเชื้อในรอบเช้า โดยที่ต้องเลือกที่ที่ลมสงบและไม่มีฝุ่นที่จะเข้าไปทำลายเชื้อได้ ผู้ที่ทำการเขี่ยเชื้อต้องมีการป้องกันที่สะอาดด้วย

การบ่มเชื้อ

สำหรับก้อนเห็ดที่เขี่ยแล้วให้นำเข้าไปในโรงบ่อเชื้อโดยต้องวางเป็นแนวตั้ง ให้มีระยะห่างประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อจะได้ให้แสงสว่างเข้าถึง ใช้เวลาในการบ่มเชื้อทั้งสิ้น 4 เดือน

-ในระยะเดือนแรกนั้นจะต้องคัดก้อนเห็ดที่เสียออกตลอดเวลา

-ในเวลา 2 เดือนแรกนั้นเห็ดจะเติบโตเต็มถุง

-ในเดือนที่ 3 นั้นเชื้อจะขึ้นหนาและมีตุ่มปูดทั่วก้อน

-ในเดือนที่ 4 นั้นจะมีสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ก้อน และพร้อมที่จะเปิดออกได้

ในระหว่างที่บ่มก้อนเชื้ออยู่นั้นต้องมีการทำความสะอาดโรงบ่มให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคปนเปื้อนของเห็ด ส่วนอุณหภูมิในโรงบ่มนั้นต้องไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส ถ้าอากาศร้อนเชื้อเห็ดหอมก็จะเติบโตช้าหรือเกิดการชะงักการเจริญเติบโตได้

การกระตุ้นให้เห็ดหอมออกดอก

-ระยะเปิดดอก 7-10 วัน ให้เปิดก้อนเชื้อวางที่พื้นโรงเรือน รดน้ำวันละ 2-4 ครั้ง และจะเริ่มเก็บดอกได้ภายใน 7-10 วัน

-ระยะเก็บดอก 7-10 วัน ต้องลดการให้น้ำลง 20 เปอร์เซ็นต์ และรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เห็ดรุ่นแรกจะมีดอกสีดำ และต่อๆมาจะเริ่มออกมากขึ้นเรื่อยๆ

-ระยะเลี้ยงก้อนเชื้อ 7 วัน เป็นการควบคุมไม่ให้เห็ดออกดอกและเลือกให้เห็ดสะสมอาหาร ซึ่งความชื้นของโรงเรือนควรจะอยู่ในระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำความสะอาดก้อนเชื้อ ก้อนที่ยุบตัวให้กรีดที่ไหล่ถุงก่อนให้คัดก้อนที่เน่าทิ้ง

-ระยะอดน้ำ 7 วัน คือการให้น้ำเห็ดน้อยลง รดเพียงวันละ 2 ครั้ง เพื่อกันไม่ให้เห็ดแห้งตาย ก้อนเชื้อเห็ดก็จะเบาและแห้ง

-ระยะกระตุ้นน้ำ 2 วัน ให้น้ำทุก 2 ชั่วโมง ครั้งละ 5-10 นาที ถ้าหน้าก้อนของก้อนเชื้อนิ่มหมายความว่าพร้อมที่จะถูกกระตุ้น

-กระตุ้นด้วยความเย็น 1 วัน คือการแช่ต้นเห็ดหอมด้วยอุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครั้งละ 1-4 ชั่วโมง หรือใช้น้ำแข็งป่นมาวางทับบนหน้าก้อนให้มีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร และปล่อยให้น้ำแข็งละลายไปเรื่อยๆ

-ให้ตุ่มดอก 5-7 วัน ภายหลังการถูกกระตุ้นจากน้ำเย็นก็ควรทำให้ในโรงเรือนมีความชื้นอยู่ที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ อย่าให้ก้อนเห็ดขาดน้ำเด็ดขาด เห็ดก็จะเกิดตุ่มดอกภายใน 3 วัน และอีก 7 วันต่อมาก็สามารถเก็ดเห็ดได้เลย

การเก็บผลผลิตของเห็ดหอม

ควรเก็บในลักษณะที่ดอกเห็ดยังไม่บานเต็มที่ หรือขอบของหมวกเห็ดยังงุ้มอยู่ ขณะเก็บอย่าให้เหลือส่วนที่ติดก้อนเชื้ออยู่เพราะจะทำให้เชื้อเห็ดเน่าเสียและเกิดโรคได้ ในขณะเก็บผลผลิตถ้ามีการพ่นน้ำจะทำให้เห็ดเน่าเสียได้ แต่ถ้าไม่มีการให้น้ำ เมื่อเก็บดอกเห็ดมาแล้วให้ใส่ถุงแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นานถึง 3-4 สัปดาห์

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

เห็ดฟาง

เห็ดฟางเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทต้ม ผัด แกง ทอดก็สามารถใช้เห็ดฟางนี้มาประกอบอาหารได้ทั้งสิ้น

เห็ดฟาง
                                  เห็ดฟาง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดฟาง

-อุณหภูมิในการเจริญเติบโตของเห็ดฟางที่ดีนั้นควรอยู่ที่ 35-38 องศาเซลเซียส และเมื่อจะเกิดดอกควรอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส เพราะถ้าอากาศร้อนจนเกินไปจะทำให้ดอกเห็ดเล็กและบานกว่าธรรมดา แต่ถ้าอากาศเย็นเกินไปก็จะทำให้เส้นใยเจริญช้าลง หรือบางถุงก็อาจจะหยุดเจริญเติบโต ถ้าเป็นฤดูร้อนเห็ดฟางจะออกดอกเร็วมาก 7 วันก็ออกเป็นดอก ส่วนช่วงฤดูฝนนั้น 8-12 วัน และฤดูหนาวนั้นใช้ระยะเวลา 15-18 วัน ในการออกดอก

-ความชื้น อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าความชื้นนั้นมีความสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นใย แต่ถ้ามีความชื้นมากเกินไปก็จะทำให้เส้นใยชุ่มและเห็ดตายได้ การรดน้ำชุ่มเกินไปจะทำให้น้ำไปค้างอยู่ที่เส้นใยของดอกเห็ดจนทำให้ส่งอาหารไปเลี้ยงดอกเห็ดไม่ได้ เห็ดจึงฝ่อและตายไปในที่สุด

-แสง เป็นตัวทำให้ดอกเห็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ต่างกับเห็ดที่ขึ้นในที่มืดที่จะมีสำน้ำตาลอยู่แล้ว แต่เห็ดฟางนั้นถ้าเป็นสีขาวจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากกว่า

-ความเป็นกรดหรือด่าง(pH) เห็ดฟางนั้นชอบสภาพเป็นกลางหรือเป็นกรดเล็กน้อย แต่เป็นกรดมากหรือเปรี้ยวมากไปจะทำให้แบคทีเรียไม่เจริญเติบโต และไม่สามารถย่อยสลายโมเลกุลให้เล็กลงได้ จึงทำให้เส้นใยไม่ได้รับอาหาร ดอกเห็ดจึงจะออกดอกมาเป็นดอกเล็ก ความเป็นกรดเป็นด่างของเห็ดฟางนั้นควรอยู่ในระดับ 5-8

-อากาศ ในทุกช่วงของการเจริญเติบโตของเห็ดนั้นต้องการอากาศไว้หายใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดดอก ซึ่งถ้าภายในแปลงเห็ดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์มากเกินไป ก็จะทำให้ลักษณะของเห็ดนั้นผิดปกติ หรือไม่ก็หยุดชะงักการเติบโตไปเลย

ขั้นตอนของการเพาะเห็ดฟาง

1.อันดับแรกต้องสร้างโรงเรือนก่อน ในการสร้างโรงเรือนนั้นตัวฝาและหลังคาสามารถมุงได้ด้วยหญ้าคาหรือกระเบื้อง แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเก็บความชื้นได้ดี

2.พื้นของโรงเรือนควรเป็นคอนกรีตหยาบหรือทราย ไม่ควรเป็นดินเพราะจะทำให้เกิดความเลอะเทอะเวลารดน้ำเห็ดนั่นเอง

3.โรงเรือนควรมีช่องระบายอากาศเพื่อทำให้โรงเรือนมีอากาศที่ถ่ายเทได้สะดวก

4.ชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดควรทำมากจากไม้ไผ่รวก นำมาประกอบเป็นรูปตัวเอหรือรูปสามเหลี่ยมทรงสูง

5.สำหรับพัดลมดูดและระบายอากาศนั้น ขนาดของพัดลมขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรือน

6.เทอร์โมมิเตอร์เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดอุณหภูมิที่สำคัญมากเนื่องจากเห็ดแต่ละชนิดจะชอบอยู่ในอากาศที่ไม่เท่ากันจึงจำเป็นต้องมีไว้

7.กระบะไม้ไว้ใช้เพื่อเป็นแบบพิมพ์หรือเป็นที่ผสมหัวเชื้อเห็ด

วัสดุต่างๆที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟางมีดังนี้

-ขี้เลื่อยหรือขี้ฝ้าย

-ไส้นุ่น เปลือกถั่วเขียว หรือเปลือกมันสำปะหลัง

-ผักตบ ต้นกล้วย ฟางข้าว ชานอ้อย และข้าวโพด

-หัวเชื้อเห็ดฟางและอาหารเสริมต่างๆ เหมือนกับการปลูกเห็ดชนิดอื่นๆ

ขั้นตอนในการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนมีดังนี้

1.เลือกสถานที่ที่จะทำโรงเรือน

2.หมักวัสดุหัวขี้เลื่อย หรือตัววัสดุที่ใช้เพาะเห็ด

3.นำขี้ฝ้ายและอาหารเสริมต่างๆใส่เพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากัน

4.เลี้ยงเชื้อราที่เป็นอาหารให้กับเห็ด

5.อบไอน้ำเพื่อฆ่าเชื้อราและศัตรูต่างๆของเห็ด

6.จัดเตรียมเชื้อเห็ด และการโรยเชื้อเห็ดฟาง

7.ปรับอุณหภูมิของโรงเรือนให้พอดีกับความต้องการของเห็ดฟาง

8.ดูแลพัฒนาการของเห็ดฟาง และการเก็บผลผลิต

9.หมั่นทำความสะอาดโรงเรือนเพื่อเตรียมการเพาะเห็ดฟางครั้งต่อไป

การเพาะเห็ดฟาง

1.หมักขี้ฝ้าย 200 กิโลกรัมกับน้ำแล้วทิ้งไว้ 1 คืน

2.จากนั้นนำขึ้นจากน้ำ เติมยูเรีย 2 กิโลกรัม และตั้งเป็นกองสามเหลี่ยมสูง 70 เซนติเมตร โดยไม่จำกัดความกว้างและความยาว หมักทิ้งไว้อีก 1 คืน

3.กลับกองขี้ฝ้าย เติมรำละเอียด 10 กิโลกรัม เติมปูนขาว 2 กิโลกรัม และตั้งเป็นกองสามเหลี่ยม หมักต่อไปอีก 1 วัน

4.นำฟาง 30 กิโลกรัม แช่น้ำไว้รอพร้อมๆกับกองขี้ฝ้าย

5.วันต่อมากลับกอง ตีให้ป่นเติมยิปซัม 2 กิโลกรัม และเตรียมเอาขึ้นเพาะ

6.นำฟางรองบนชั้นที่เตาอบในแต่ละชั้นหนา 4-5 นิ้ว

7.นำขี้ฝ้ายวางตามชั้นจนหมด และใช้ไอน้ำในการรักษาอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 วัน

8.วันที่ 5-8 หว่านเชื้อเห็ดฟางลงไปในที่พักกองขี้ฝ้าย จากนั้นก็ต้องรักษาอุณหภูมิ 32-38 องศาเซลเซียส นาน 3 วัน

9.วันต่อมาให้คลุมกองขี้ฝ้ายด้วยพลาสติกใสเป็นเวลา 2 วัน

10.ระบายอากาศในโรงเรือน และพ่นสเปรย์เพื่อให้เส้นใยของเห็ดนั้นยุบตัว จากนั้นเห็ดก็จะเริ่มจับตัวเป็นดอก และท้ายที่สุดก็จะสามารถเก็บดอกได้

สำหรับการเพาะเห็ดฟางที่หลากหลายนั้น ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วในเรื่องของวิธีการปลูกเห็ด เนื่องจากเห็ดฟางนั้นปลูกง่าย จึงมีวิธีปลูกที่หลากหลายนั่นเอง

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

วิธีการปลูกเห็ดชนิดต่างๆ

เนื่องจากเห็ดแต่ละชนิดมีวิธีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมตั้งแต่เตรียมวัสดุอุปกรณ์ สถานที่ การเลือกซื้อเชื้อเพื่อเพาะ ขั้นตอนการเพาะ การดูแล ระยะเวลา การเก็บ ข้อควรระวังในการดูแล เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่กับฟาร์มเห็ดของคุณเอง

เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนู
                            เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนูนั้นเป็นเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันดี เพราะมันสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิประเทศและอากาศในประเทศไทย และคุณสมบัติพิเศษของเห็ดหูหนูในไทยคือมีความกรอบ มีคุณค่าทางโภชนาการดีนั่นเอง สภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดหูหนู

-เห็ดหูหนูสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 15-35 องศาเซลเซียส แต่ถ้าในโรงเรือนที่เพาะเห็ดหูหนูนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสแล้วล่ะก็จะส่งผลให้เส้นใยของเห็ดไม่เจริญเติบโต ถ้าอุณหภูมิยิ่งต่ำก็จะทำให้ดอกเห็ดนั้นมีความหนาผิดปกติและมีขนยาว ในทางกลับกันถ้าอุณหภูมิสูงก็จะทำให้ดอกเห็ดมีผลผลิตต่ำและดอกเห็ดมีขนาดเล็กลง

-ความชื้นที่เห็ดหูหนูชอบคือความชื้นสัมพัทธ์ที่ไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเห็ดใกล้ออกดอกควรมีความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์

-แสงสว่างในการปลูกเห็ดไม่จำเป็นต้องมากนัก ในระหว่างที่เห็ดใกล้ออกดอกถ้ามีแสงมาก ใยของเห็ดจะเจริญเติบโตช้าและเกิดการแก่เร็วจึงควรเลี้ยงเส้นใยของเห็ดในห้องที่มืด และถ้าเห็ดโดนแดดมากจนเกินไปก็จะทำให้เห็ดนั้นมีสีคล้ำ และถ้าโดนแดดน้อยก็จะมีสีซีด

-อากาศภายในโรงเรือนเพาะปลูกต้องดี เพราะถ้าอากาศในโรงเรือนมีคาร์บอนไดออกไซค์มากไปจะทำให้ดอกเห็ดไม่บาน แต่จะมีลักษณะเหมือนกระบอง คือเป็นทรงกระบอก แต่ถ้ามีอากาศถ่ายเทที่มากเกินไปก็จะทำให้ดอกเห็ดนั้นมีความกระด้าง มีขนยาว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกโรงเรือนแบบมุงด้วยหญ้าคาแทนที่จะเป็นกระเบื้อง ส่วนภายในจะเป็นการบุด้วยพลาสติก และมีการเจาะพลาสติกเป็นช่องระบายอากาศ

-เห็ดหูหนูชอบที่จะเจริญเติบโตในสภาวะเป็นกลาง หรือเป็นกรดเล็กน้อยประมาณค่า PH ที่ 4.5-7.5 คล้ายกับเชื้อราทั่วไป ในการเพาะเห็ดหูหนูจึงควรปรับสภาพทั้งอากาศและอาหารให้อยู่ในสภาพที่เหมาะกับการเจริญเติบโต

การผลิตก้อนเชื้อของเห็ดหูหนูมีส่วนผสมดังนี้

-ขี้เลื่อยจากไม้ยางพาราแห้ง 100 กิโลกรัม

-แป้งข้าวสาลีหรือน้ำตาล 3-4 กิโลกรัม

-ดีเกลือ 200 กรัม

-ปูนขาว 500-1000 กรัม

-รำละเอียด 5 กิโลกรัม

-ข้าวโพดป่น 3-5 กิโลกรัม

-น้ำสะอาด 70 กิโลกรัม

ในการเพาะเห็ดหูหนูนั้น ถ้าต้องการความประหยัดก็ควรจะใช้ขี้เลื่อยเพียงอย่างเดียว แต่ผลผลิตนั้นอาจจะค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่สูงก็ควรเพิ่มสารอาหารต่างๆลงไปในการเพาะเชื้อด้วย เช่น ใช้ไม้เนื้ออ่อนอย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา ก้ามปูและนุ่น ขี้เลื่อยที่ใช้นั้นต้องไม่มียางที่เป็นพิษต่อเห็ด และเพื่อการประหยัดงบประมาณในต้นทุนการผลิตก็ควรเลือกของที่มีในท้องถิ่น เพื่อง่ายต่อการหาวัตถุดิบนั่นเอง ซึ่งสูตรไม้ต่างๆ ที่นำมาใส่นั้นกรมวิชาการเกษตรได้ลงความเห็นแล้วว่าจะทำให้ผลผลิตของเห็ดมากยิ่งขึ้น

วิธีการผสมเชื้อเห็ดหูหนู

1.นำส่วนผสมต่างๆ มาคลุกให้เข้ากันในพื้นที่เรียบๆ

2.ในระหว่างที่ผสมให้เทน้ำเข้าไปผสมด้วยทีละนิด เพื่อให้ขี้เลื่อยมีความชื้นที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดูความชื้นโดยให้ใช้มือกำส่วนที่ผสมแล้ว ถ้าขี้เลื่อยชื้นพอเมื่อคลายมือมันจะแบ่งตัวเองออกเป็น 2-3 ส่วน และไม่แตกเป็นก้อนเล็กๆ

3.เมื่อได้ที่แล้วให้นำบรรจุถุงร้อนให้มีน้ำหนักประมาณ 800-1,000 กรัมโดยอัดก้อนเห็ดนี้ให้แน่นพอสมควร

4.การปิดปากถุงโดยใช้คอขวดใส่ไว้แล้วใช้ยางรัดและอัดปิดจุกทับด้วยสำลีและกระดาษ รัดทับอีกชั้นด้วยยาง

5.นำไปนึ่งนานประมาณ 3-4 ชั่วโมง และนำมาตั้งไว้ให้เย็นเพื่อจะเขี่ยเชื้อเห็ดเตรียมพร้อมในการออกดอกของเห็ดต่อไป

ขั้นต่อไปเป็นการบ่มก้อนเชื้อเห็ด

1.การบ่มเชื้อที่ดีควรอยู่ที่อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส

2.ในระยะแรกของการบ่มเห็ดไม่ควรมีลมโกรกมากนัก(สำหรับเห็ดหูหนู)

3.ในช่วงที่เส้นใยของเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน เห็ดหูหนูจำเป็นต้องให้อากาศถ่ายเทให้สะดวกและถูกแสงสว่างบ้าง เพราะแสงสว่างจะกระตุ้นให้เส้นใยมีการสะสมอาหาร และมีการรวมตัวกันเป็นก้อนของดอกเห็ดภายในถุง

4.ก้อนเชื้อที่มีเส้นใยภายในที่พร้อมจะออกดอก ไม่ควรที่จะเก็บนานเกิน 15 วัน เป็นเพราะก้อนเชื้อนี้จะเจริญเป็นดอกช้ามาก หรืออาจจะไม่เจริญเติบโตก็ได้ และควรเก็บหัวเชื้อที่มีการบ่มนี้ไว้ในที่มีอากาศแห้งและเย็น เพื่อให้เห็ดนั้นมีการแก่ช้าลงได้อีก

การดูแลรักษาก้อนเชื้อ

-ในระยะแรกของการปลูกเห็ดหูหนู การรดน้ำควรรดเฉพาะที่พื้นของโรงเรือนเพื่อให้ภายในโรงเรือนนั้นมีความชื้น เพราะถ้ารดน้ำไปโดนตรงรอยกรีดของถุงนั้น ถ้าน้ำไม่สะอาดจะทำให้จุลินทรีย์เข้าไปทำลายรอยแผลที่จะให้ต้นเห็ดทะลุออกมาได้

-การให้น้ำเห็ดที่ดีควรใช้เครื่องฉีดน้ำที่เป็นฝอย ฉีดประมาณวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าอากาศแห้งแล้งก็จะต้องเพิ่มจำนวนการฉีดน้ำเป็น 3 ครั้งต่อวัน

การเก็บผลผลิต

การเก็บผลผลิตจะใช้ในระยะเวลาในการเก็บประมาณ 2-3 เดือน โดยที่แต่ละครั้งจะให้ผลผลิตต่อถุงประมาณ 5 ขีด โดยที่เห็ดในระยะแรกนั้นๆ ดอกเห็ดจะมีลักษณะหมวกดอกหนาโค้ง แต่เมื่อโตเต็มวัยจะบางลงและโค้งเป็นลอน สามารถใช้มือดึงได้ง่าย ควรเก็บเฉพาะดอกแก่ ส่วนดอกเล็กให้เก็บไว้ก่อน

ปัญหาทั่วไปของเห็ดหูหนู

-ก้อนเชื้อเห็ดเสีย เนื่องจากมีเชื้อโรคเข้ามาทำลายเชื้อเห็ด โดยมีสาเหตุมาจากการใช้รำเก่ามาผสมขี้เลื่อย จึงมีเชื้อโรคสะสม

-การนึ่งฆ่าเชื้อ ไม่สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้หมดจึงทำให้เชื้อโรคเข้ามาปะปนได้

-อาหารเสริมที่ผสมลงไปมีจำนวนมากเกินไป จึงทำให้จุลินทรีย์อื่นเจริญเติบโตได้ดีไปพร้อมๆกับเห็ด

-สำลีเปียกชื้นจึงทำให้เกิดการเน่าเสีย

-หัวเชื้อที่เพาะนั้นไม่บริสุทธิ์ และมีลมแรงเกินไปในห้องเพาะเชื้อ

-เชื้อเห็ดที่ใส่ในก้อนเชื้อไม่เจริญเติบโต มีสาเหตุมาจากความชื้นในก้อนเชื้อมีมากเกินไป ทำให้ขาดก๊าซออกซิเจน เห็ดจึงเติบโตไม่ได้

-การหมักขี้เลื่อยไม่สมบูรณ์จึงเกิดการสะสมของก๊าซแอมโมเนียเส้นใยของเห็ดจึงมีการชะงักการเติบโต

-บ่มเชื้อในอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจึงทำให้มีการเติบโตที่ช้ามาก

-ก้อนเชื้อมีไรที่เป็นลักษณะใสๆ คล้ายไข่ปลา ซึ่งมีสาเหตุมากจากโรงเรือนไม่สะอาด

-ไข่ของไรอาจจะตกค้างอยู่ในขี้เลื่อย ไรนี้จะเข้าไปทำลายเส้นใยที่กำลังเจริญเติบโต จึงทำให้เส้นใยเดินไม่เต็มถุง และไรชนิดนี้ไม่ระบาดในเห็ดชนิดอื่น

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ด

ของทุกอย่างนั้นมีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบเสมอ เมื่อเราอยากจะปลูกเห็ดก็ใช่ว่าเราจะเรียนรู้เรื่องการปลูกอย่างเดียว เราต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเรื่องการเพาะพันธุ์เห็ดด้วย เมื่อจะลงมือทำธุรกิจก็ต้องมีการวางแผนการต่างๆรวมไปถึงการคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่อาจจะทำให้ธุรกิจของเราเกิดความชะงักได้ เรื่องของการปลูกเห็ดก็มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เช่นเดียวกันกับธุรกิจอื่นๆด้วย

สภาพดินฟ้าอากาศ

ปัจจัยใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อเห็ดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของอุณหภูมิ เพราะเห็ดนั้นคือเชื้อราชั้นสูงชนิดหนึ่งที่มีความต้องการทางด้านอากาศไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ

ปัจจัยโดยทั่วไปที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดมีดังนี้

อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 20 – 30 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส(เห็ดแต่ละชนิดนั้นมีความต้องการที่ต่างกัน)

ความชื้นภายในโรงเรือนควรมีไม่ต่ำกว่า 80% อาจจะใช้ไฮโดรมิเตอร์ในการวัดความชื้นก็ได้

พื้นที่ปลูกเห็ดควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ถ้ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก ก็จะทำให้ดอกเห็ดไม่ยอมบานออก

เห็ดบางชนิดอาจไม่ต้องการแสง และสำหรับเห็ดบางชนิดถ้าไม่โดนแสงก็จะไม่เติบโตและผลผลิตอาจจะต่ำได้

การให้น้ำเห็ดนั้นไม่ควรฉีดให้โดนดอกเห็ดโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ดอกเห็ดเน่า การลดน้ำในโรงเรือนของเห็ดนั้นควรทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ถ้าอากาศแห้งก็ควรรดน้ำให้มากขึ้นเพื่อเป็นการรักษาความชื้นภายในโรงเรือน อาจใช้การติดตั้งเป็นสเปรย์ให้น้ำไหลออกมาเป็นฝอยก็จะดี เพราะอัตราการขังของน้ำที่จะทำให้เชื้อเห็ดเน่านั้นมีน้อย

-ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำและดิน

เชื้อเห็ด ถ้าเป็นเชื้อเห็ดที่มีการต่อเชื้อมาหลายช่วงเวลาแล้วจะได้ดอกเห็ดที่มีขนาดเล็ก โตเร็ว บานเร็ว มีอัตราการเกิดจำนวนมาก แต่อาจจะเป็นราคาที่ไม่สูงนัก เพราะขนาดดอกที่เล็กนั่นเอง

-ถ้าวัสดุของการเพาะเห็ดนั้นไม่สมบูรณ์ ดอกเห็ดที่เกิดขึ้นก็จะไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

-ดอกเห็ดที่ต้องการพัฒนาให้เป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์นั้นต้องการอากาศที่สูงมาก ในโรงเรือนควรมีช่องระบายอากาศให้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปบ้าง ถ้าอากาศไม่ถ่ายเทก็จะทำให้รูปร่างของเห็ดเปลี่ยนไป ไม่สวยงาม ไม่มีหมวกเห็ด ไม่มีที่คลุม เรียกว่า “เห็ดพิการ”

-สารอาหารที่เห็ดต้องการก็ควรจะเป็นสิ่งที่เห็ดนั้นมีความสามารถในการย่อยสลายเพื่อนำสารอาหารไปใช้  ไม่ว่าจะเป็นชานอ้อย ถั่วเขียว ฟางข้าว เป็นต้น ทุกสิ่งล้วนเป็นประโยชน์กับการเจริญเติบโตของเห็ดทั้งนั้น

นอกจากสิ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในด้านดี ควรอย่างยิ่งที่ต้องรู้ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การเจริญเติบโตของเห็ดมีการชะงัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฟาร์มเห็ดของคุณเกิดความผิดพลาด เรียกได้ว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ดั่งที่จะกล่าวในบทถัดไป

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การเจริญเติบโตของเห็ดหยุดชะงักมีดังนี้

-สาหร่ายหรือตะไคร่น้ำ ที่เป็นพืชชั้นต่ำ มักจะมากับน้ำที่ใช้รดเห็ด ซึ่งมันจะเข้าไปฝังตัวอยู่กับปากถุงเห็ดหรือโคนดอกเห็ด ทำให้เห็ดนั้นมีกลิ่นเหม็น และทำให้หน้าตาของเห็ดไม่น่ารับประทาน เหมือนมีราเขียวๆติดอยู่ที่ต้นเห็ด

-ฟังไจที่ ที่ประกอบด้วยเชื้อราและยีสต์ ซึ่งเชื้อราที่ว่านี้จะเจริญเติบโตปนเปื้อนได้ดีพร้อมกับเห็ด โดยเฉพาะราดำ ราเขียว ราส้ม ซึ่งมันจะมากับอากาศ น้ำและแมลงนั่นเอง

-แบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรียทุกชนิดเจริญเติบโตได้ดีในที่มีความชื้นสูง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เชื้อแบคทีเรียจะคุกคามเห็ดของคุณ ดังนั้นเจ้าของโรงเห็ดต้องรีบนึ่งเชื้อเห็ดภายใน 24 ชั่วโมง ที่บรรจุถุง เพื่อให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 121 องศานั้นเป็นตัวฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ตายและต้องนึ่งโดยใช้เวลา 15 นาทีเป็นอย่างน้อย

-จุลินทรีย์ ชื่อว่าแอคติโนมัยซีท อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่มีส่วนยับยั้งการเจริญเติบโตของเห็ด ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ตามกองปุ๋ยหมักก็ต้องนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อนี้เช่นกัน

-ราเมือก เป็นเชื้อราที่มีการสร้างเส้นใยที่มีสีเหลือง และมีกลิ่นเหม็นคาว จะอยู่ในก้อนเชื้อของเห็ดที่ใกล้หมดอายุแล้ว และอยู่ในสภาพที่มีความชื้นสูง หรืออยู่ในโรงเรือนเห็ดที่มีความสกปรก อับชื้น ซึ่งรานี้จะเข้าไปทำให้ก้อนเชื้อเห็ดหมดอายุเร็วกว่าปกติ ดังนั้นเจ้าของโรงเรือนต้องทำความสะอาดและมีการพักโรงเรือนจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วัน

ตะไคร่น้ำ,เชื้อรา,แบคทีเรีย
                    ตะไคร่น้ำ,เชื้อรา,แบคทีเรีย

-ไวรัส เป็นศัตรูของเห็ดที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่มีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งประโยชน์คือทำให้เกิดเห็ดพันธุ์ใหม่ขึ้นแต่ผลเสียคือทำให้รูปแบบของเห็ดผิดปกติหรือที่เราเรียกว่าโรคหงอนไก่

-ไรเห็ด เป็นแมลงศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็กมี 8 ขา มันจะกัดกินเส้นใยของเห็ด ซึ่งจะทำให้ดอกเห็ดเหี่ยวและแคระแกร็น เมื่อเส้นใยของเห็ดหมดไปก็จะเปลี่ยนเป็นสีขี้เลื่อย และมีขุยๆ ออกมาและหลังจากนั้นตัวไรเห็ดอาจจะนำเชื้อราเขียวมาระบาด และอาจจะทำให้ผู้ที่เพาะเห็ดนั้นมีอาการคันได้

-แมลงสาบ มันจะกัดกินและทำลายดอกเห็ดทั้งที่ระยะบ่มเชื้อและเวลาเปิดถุงเชื้อออก ซึ่งมันจะกัดถุงให้ขาดและนำเชื้อโรคไปเผยแพร่ ท้ายที่สุดผลของมันคือการทำให้ผลผลิตของเห็ดนั้นลดลง

-หนู เข้าทำลายกัดถุงและกินของที่อยู่ภายในถุง ไม่ว่าจะเป็นรำหรืออาหารเสริมต่างๆ ทำให้ก้อนเชื้อเห็ดเสียหาย

-แมลงหวี่เห็ด จะเข้าทำลายช่วงบ่มก้อนเชื้อ ถ้าตรวจพบว่ามีสำลีเปียกอยู่ในก้อนเชื้อเปียกแล้วไม่เปลี่ยน แมลงหวี่ก็จะวางไข่ และไข่จะกลายเป็นหนอนมากัดกินอาหารของเห็ดจนเห็ดไม่เติบโตและฝ่อไปในที่สุด

-ด้วงเจาะเห็ด จะเป็นตัวกินน้ำเลี้ยงของเห็ด ทำให้ดอกเห็ดแห้ง ม้วนงอและฝ่อในที่สุด

นอกจากนี้ศัตรูของเห็ดก็เกิดขึ้นอย่างทันยุคทันสมัยอีกหลายรูปแบบ ผู้เพาะปลูกเห็ดทั้งหลาย ควรเอาใจใส่และคำนึงถึงให้มากๆ เพราะเราลงทุนครั้งเดียว เห็ดบางชนิดก็ออกดอกภายใน 7 วัน และมีอายุยืนไปอีก 3 เดือน ดังนั้นถ้าเราเริ่มดูแลตั้งแต่วันแรก ก็ไม่ยากที่เราจะได้ผลผลิตที่ดีและไม่มีความเสี่ยงกับความเสียหายนั่นเอง

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

“เรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดรูปแบบต่างๆ”(ตอนที่ 2)

การปลูกเห็ดในโอ่ง

อุปกรณ์

-โอ่งมังกร

-ก้อนเชื้อเห็ดฟาง 20 ก้อน

-กระสอบป่านใช้สำหรับปิดปากโอ่ง

-ไม้ไผ่ตีเป็นตะแกรงไว้ขนาดพอดีกับโอ่ง

-ทรายหยาบใช้สำหรับรองพื้นโอ่ง

-เชือกฟาง

การปลูกเห็ดในโอ่ง
                      การปลูกเห็ดในโอ่ง

วิธีการปลูก

1.นำไม้มาตีเป็นสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นตัววางโอ่งให้มีลักษณะเป็นแนวนอน(วางเป็นแนวนอนเพื่อให้อากาศภายในโอ่งถ่ายเทได้ดี)

2.นำทรายไปใส่ไว้ด้านในของโอ่งโดยให้มีความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อกักเก็บความชื้น

3.ใช้ตะแกรงไม้มาใส่ข้างในโอ่งเพื่อเป็นชั้นภายในโอ่ง

4.นำก้อนเชื้อเห็ดมาเรียงในโอ่ง และนำผ้ากระสอบมาปิดปากโอ่งให้ผ้ากระสอบนี้สามารถเปิด-ปิดได้

5.รดน้ำก้อนเชื้อนี้ทั้งเช้า-กลางวัน-เย็น ถ้าดูแล้วว่าเห็ดนั้นแห้งเกิน ไปก็ควรพ่นน้ำเข้าไปเพื่อให้เกิดความชื้น หลังจากที่เพาะ 1 สัปดาห์ เห็ดจะเริ่มออกดอกเล็กๆ ในช่วงนี้อย่ารดน้ำ เพราะจะทำให้ดอกเน่าฝ่อ แต่ควรใช้การพ่นให้ความชื้นแทน

6.หลังจากนั้นดอกเห็ดก็จะออกดอกโตขึ้นเรื่อยๆ 7 วันจึงเก็บได้ ซึ่งกว่าจะหมดเชื้อรุ่นนี้ก็ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 เดือนเลยทีเดียว

หมายเหตุ : ให้ระวังช่วง 3 วันแรก อย่าให้อุณหภูมิในโอ่งร้อนจนเกินไป ถ้าร้อนเกินให้เปิดฝาโอ่งไว้ ส่วนน้ำที่ใช้รดเห็ดก็ต้องมีค่าน้ำจืดที่เป็นกลาง ไม่ควรเป็นน้ำกร่อยเพราะจะทำให้เห็ดไม่งอก น้ำที่ดีที่สุดในการรดเห็ดคือน้ำฝน หรืออาจจะใช้เป็นน้ำประปาที่กรองแล้วทิ้งไว้  2 วันก็สามารถรดได้ดี(ไม่สามารถปลูกเห็ดทุกชนิดในโอ่งได้)

 

การปลูกเห็ดในวงท่อ

การปลูกเห็ดในบ่อซีเมนต์
                     การปลูกเห็ดในบ่อซีเมนต์

อุปกรณ์

-วงท่อระบายน้ำ 2 วง วางต่อกัน

-เห็ด 70 ก้อน

-ทรายถุง

-เทอร์โมมิเตอร์

-ไม้สำหรับทำเป็นที่วาง

-มุ้งเขียวหรือมุ้งลวดเก่า

-ผ้าขนหนูเก่า

-น้ำสะอาด ถ้าเป็นน้ำประปาทิ้งไว้ 2 วันก่อนจึงนำมาใช้

-กระบอกฉีดน้ำ

วิธีเพาะเห็ด

1.ตะแคงท่อซีเมนต์ไว้

2.ใส่ทรายลงไปในฝั่งด้านล่างครึ่งถุง จากนั้นนำไม้วางพาดไว้

3.นำถุงเชื้อเห็ดวางเรียงไว้ ครอบด้วยมุ้งเขียว และคลุมด้วยผ้าขนหนู

4.ใช้ระยะเวลาเหมือนกับการเพาะเห็ดในโอ่ง การดูแลก็เหมือนกับการเพาะเห็ดในโอ่ง ระยะเวลาหนึ่งรุ่นใช้ 3 เดือนเหมือนกัน

 

การปลูกเห็ดในกองฟาง
                      การปลูกเห็ดในกองฟาง

การปลูกเห็ดในกองฟาง

อุปกรณ์

-ฟางข้าวแห้ง

-ไม้ก่อเป็นคอก

-รำข้าว

-อาหารเสริมเห็ด

-บัวรดน้ำ

-พลาสติกใส

-เชื้อเห็ด

วิธีการปลูก

1.ขั้นตอนของการเตรียมฟาง ควรนำฟางไปหมักหรือแช่กับน้ำไว้ก่อนเพื่อเพิ่มความชื้น หากใช้เป็นฟางข้าวจะดีเพราะจะมีสารอาหารจำนวนมาก

2.ทำไม้แบบเป็นคอกเอาไว้ใช้อัดฟางให้เป็นกอง

3.นำฟางที่แช่น้ำไว้มาใส่ในคอกและเหยียบจนแน่น

4.โรยรำข้าวหรืออาหารเสริมลงไปและตามด้วยเชื้อเห็ด โดยโรยเชื้อเห็ดให้ติดขอบ

5.ใส่ฟางเพิ่มลงไปแล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นให้เหยียบอีกจนแน่น

6.ทำแบบขั้นตอนที่ 4 และ 5 ต่อไปอีก 6 ชั้น จากนั้นยกไม้แบบออกแล้วนำพลาสติกใสมาคลุมไว้

7.ระยะนี้ให้รดน้ำรอบกองฟางโดยไม่ให้โดนที่อยู่ในพลาสติกเลยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 33-38 องศาเซลเซียส รออีก 10 วันก็จะได้เห็ดฟางทำเองที่ไม่ต้องลงทุนมากเท่าไหร่

การปลูกเห็ดจากเปลือกถั่วเขียว

การปลูกเห็ดจากเมล็ดถั่วเขียว
                  การปลูกเห็ดจากเมล็ดถั่วเขียว

อุปกรณ์

-เชื้อเห็ดฟาง

-เปลือกถั่วเขียว

-ปุ๋ยหมัก

-น้ำสะอาด

-ลังไม้สี่เหลี่ยมคางหมูด้านบนกว้าง 25 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร และสูง 25 เซนติเมตร

-ผ้าพลาสติกใสหรือถุงนำ

-บัวรดน้ำ

-จอบหรือเสียม

-ฟางข้าวแห้งหรือหญ้าแห้ง

วิธีการเพาะเห็ดฟางจากเปลือกถั่วเขียว

1.สถานที่ปลูกเห็ดควรเป็นที่ดอน ไม่มีแมลงศัตรูของเห็ด ส่วนดินนั้นต้องไม่มีค่าความเป็นด่างสูง และควรอยู่ใกล้แหล่างน้ำที่สะอาด ซึ่งในฤดูแล้งสามารถเพาะได้ในนาข้าวเพื่อเป็นการเสริมสารอาหารให้กับนาข้าวได้ด้วย แต่ถ้าเป็นฤดูฝนนั้นก็ควรที่จะปลูกที่กลางแจ้ง

2.การเลือกอาหารเสริมของเห็ดนั้นควรเลือกที่หาง่ายในท้องถิ่นจะได้ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น ละอองข้าวผสมกับปุ๋ยคอกที่ทำมาจากขี้วัวหรือขี้ควาย

3.การเพาะเชื้อเห็ดฟางถ้าไม่เพาะเองก็สามารถซื้อได้ ซึ่งเราสามารถเลือกซื้อได้หลายราคา เริ่มตั้งแต่ถุงละ 5 บาท เป็นต้นไป

4.นำลังไม้มาวางและยัดฟางข้าวลงไปเพื่อทำให้เป็นกองๆ หลังจากนั้นก็ใส่หัวเชื้อเห็ดที่ซื้อมาพร้อมเจริญเติบโตใส่ลงไป และตามด้วยเปลือกถั่วเขียวที่มีความป่นเล็กน้อย แต่ต้องไม่ใช่เปลือกที่เปียก

5.หลังจากที่นำทุกอย่างใส่บล็อกไม้ก็ให้รดน้ำให้ชุ่ม น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ไม่มีคลอรีนและไม่ใช่น้ำกร่อย จากนั้นก็นำฟางข้าวมาคลุมอีกชั้นเพื่อพรางแสงแดด

6.นำพลาสติกใสหรือถุงดำมาคลุมอีกครั้งเพื่อให้ลังเพาะเห็ดมีความชื้นที่ดี และควรอยู่ในอุณหภูมิระหว่าง 33-38 องศาเซลเซียส

7.เวลาที่ใช้เพาะปลูกและเก็บดอกเห็ดได้คือไม่เกิน 2 สัปหาด์และกว่าจะหมดรุ่นใช้เวลานานเกือบ 3 เดือน

หมายเหตุ : การปลูกวิธีนี้นั้นสามารถใช้ได้ดีกับเชื้อเห็ดฟาง และเห็ดฟางนั้นชอบความชื้อสูง ถ้ามีความชื้นสูงแล้วเห็ดฟางจะมีเส้นใยที่เดินเร็ว เติบโตได้อย่างรวดเร็ว และเห็ดฟางนั้นไม่ชอบที่จะโดนแสงแดดโดยตรง จึงต้องมีการคลุมด้วยผ้าพลาสติกอยู่เสมอ และถ้าโดนแดดมากๆ ตัวเห็ดจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น ซึ่งดูไม่สวย

ติดตามอ่านบทถัดไปได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

“เรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดรูปแบบต่างๆ”(ตอนที่ 1)

หลายคนก็คงอยากรู้ว่าถ้าไม่มีโรงเรือนใหญ่ๆ เราจะสามารถเพาะพันธุ์เห็ดไว้รับประทานเองหรือไว้เพื่อขายได้ไหม? ด้วยนวัตกรรมต่างๆมากมาย เราสามารถปลูกเห็ดได้ทุกที่ เพียงคุณมีความต้องการเท่านั้นและไม่ต้องลงทุนคลุกเชื้อเอง แค่ซื้อหัวเชื้อเห็ดมาและเตรียมที่ปลูกเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

กระโจมเห็ดยุคใหม่

กระโจมเพาะเห็ด
                     กระโจมเพาะเห็ด

เนื่องจากการบริโภคเห็ดช่วยดูแลสุขภาพเราได้ดี จึงมีผู้คนคิดค้นนวัตกรรมเพื่อปลูกเห็ดขึ้นมา นวัตกรรมกระโจมเห็ดก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดจากเจ้าของแนวคิดที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ คุณหมอจึงแนะนำให้งดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เขาจึงเลือกเห็ดมาประกอบอาหารแทน เมื่อซื้อเห็ดมาทำอาหารบ่อยๆ เขาก็รู้สึกว่าของที่ซื้อมานั้นไม่สะอาดเห็ดที่วางขายในตลาดก็มีแมลงรบกวนอยู่ คุณปกรณ์ สิทธิศักดิ์สมใจ จึงคิดประดิษฐ์โมเดลกระโจมเพาะเห็ดขึ้นมา โมเดลชิ้นนี้มีขนาดที่ไม่ใหญ่นัก สามารถนำไปตั้งไว้ในบ้านได้ลักษณะเป็นกระโจมแบบ Knockdown มีโครงสร้างแข็งแรง มีแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดที่ช่วยระบายความร้อนและให้น้ำอัตโนมัติ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยปลูกเห็ดมาก่อน เพราะตู้นี้จะดูแลด้วยตัวของมันเอง ราคาอยู่หลักหมื่นบาท  ซึ่งมาพร้อมกับเชื้อเห็ดที่หลังจากติดตั้ง 1 สัปดาห์ ก็จะได้รับประทานเห็ดที่คุณเพาะได้เอง โมเดลกระโจมนี้สามารถปลูกเห็ดได้ทุกพันธุ์ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเห็ด และเมื่อเห็ดรุ่นหนึ่งหมดไปก็ยังสามารถใช้กระโจมนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆอีกด้วย

พื้นที่น้อยแต่อยากรวย

หากคุณไม่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นไร่่ๆ เพื่อทำโรงเรือน แต่คุณสามารถใช้พื้นที่ทุกมุมของบ้านเป็นเรือนเพาะชำได้ เรียกว่าประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำโรงเรือน แต่ก็สามารถมีโรงเพาะเห็ดเป็นส่วนตัวได้

 

การเพาะเห็ดในตะกร้า

การเพาะเห็ดในตะกร้า
                         การเพาะเห็ดในตะกร้า

อุปกรณ์

-เชื้อเห็ดที่มีการเพาะมาจากถุงพลาสติก

-กระโจม

-ผักตบชวา หรือฟางแห้ง

-อาหารเสริมเห็ด

-ตะกร้าพลาสติก ถุงดำ หรือส่มไก่คลุมด้วยถุงพลาสติก

-บัวรดน้ำ

วิธีการปลูก

1.เริ่มต้นที่ทุบก้อนเชื้อเห็ดให้พอแตกแต่ไม่ต้องละเอียด

2.ใส่วัสดุเพาะเห็ดต่างๆ ลงไปในตะกร้าให้สูงประมาณ 3 นิ้ว กดให้แน่นและชิดขอบตะกร้า

3.โรยผักตบชวาที่หั่นไว้ลงในตะกร้าที่มีวัสดุเพาะ

4.นำเชื้อเห็ดฟางมาโรยเหนือผักตบชวา เท่ากับเป็น 1 ชั้น

5.ทำซ้ำตั้งแต่ชั้นที่ 2 เป็นต้นมาอีกเป็น 3 ชั้น และชั้นสุดท้ายให้ปิดด้วยวัสดุเพาะเห็ด

6.นำตะกร้าไปใส่กระโจม หรือนำถุงดำมาผูกไว้โดยรักษาอุณหภูมิที่ 33-38 องศาเซลเซียส

7.เมื่อเส้นใยเห็ดเดินเต็มวัสดุแล้วจึงรดน้ำเห็ดด้วยฝักบัวฝอย

8.เมื่อเกิดตุ่มดอกเห็ดแล้วจะต้องรักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 28-29 องศาเซลเซียส

9.สุดท้ายจึงสามารถตัดได้ตามปกติ ใช้เวลาไม่นานก็จะได้เห็ดสดๆ ไว้รับประทานใน 1 ตะกร้าประมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัม

 

การปลูกเห็ดในดิน

การเพาะเห็ดในดิน
                         การเพาะเห็ดในดิน

อุปกรณ์

-ถุงเชื้อเห็ด

-ฟางข้าว

วิธีการปลูก

1.เลือกสถานที่ปลูกที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีความชื้น อาจจะ เป็นใต้ต้นไม้หรือแปลงผักเก่าก็ได้

2.ขุดดินตรงที่จะปลูกให้มีความลึก 20 เซ็นติเมตร และกว้าง 1 เมตร โดยไม่จำกัดความยาวของแปลงปลูก

3.แกะก้อนเห็ดออกจากถุงเชื้อเห็ด นำมาเรียงในหลุมให้ชิดกันเพื่อให้แนวเชื้อเรียงสานกันง่ายขึ้น

4.นำดินดีที่มีปุ๋ยมากลบหน้าหนาประมาณ 1.5 นิ้ว ไม่ควรกลบหนาเกินไปเพราะจะทำให้ดอกเห็ดแทรกตัวเกิดขึ้นลำบาก

5.หลังจากกลบแล้วให้นำฟางมาวางคลุมหน้าแล้วรดน้ำเช้า-เย็นบ่นเส้นใยไว้ 20-40 วัน จากนั้นตุ่มดอกเห็ดจะขึ้น ผ่านไป 7 วัน ดอกเห็ดจะโตและสามารถเก็บดอกได้ โดยเห็ดที่สามารถปลูกลงดินได้นั้นคือ เห็ดตีนแรด

หมายเหตุ : เมื่อใช้แปลงผักก็สามารถหว่านเมล็ดพืชลงไปในขณะที่เพาะเห็ดอยู่ได้ ซึ่งเป็นกำไรสองทางเห็นๆ เลยทีเดียว

การปลูกเห็ดในห้องน้ำ
                     การปลูกเห็ดในห้องน้ำ

การปลูกเห็ดในห้องน้ำ

เนื่องจากในห้องน้ำเป็นที่ที่มีความชื้นสูงเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อรา จึงไม่แปลกถ้าเราคิดจะปลูกเห็ดในห้องน้ำ เพียงแค่คุณหาเก้าอี้เล็กๆ มารองถุงเชื้อเห็ดและบ่มไว้กี่ถุงก็ได้ ใช้เวลาพอๆกับการเพาะในโอ่งหรือวางท่อ ไม่ว่าส่วนใดของบ้านก็สามารถปลูกเห็ดได้ทั้งนั้น เพียงคุณเริ่มปฏิบัติ เราจะรวยได้เพราะเราไม่ท้อถอยและมีไอเดียใหม่ๆอยู่เสมอ…

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

 

“ทำความรู้จักกับเห็ดพิษ”

ในเมื่อเหรียญยังมีสองด้าน ดังนั้นเมื่อมีเห็ดที่ดีสร้างเงินได้ ก็ต้องมีเห็ดพิษที่บริโภคไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรทำความรู้จักเห็ดให้ดีจะได้ไม่ต้องเจอเห็ดที่มีพิษ ที่รับประทานแล้วอันตรายต่อร่างกายของคุณเอง

เห็ดก็มีพิษได้  เห็ดที่มีพิษนั้นจะมีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยที่เห็ดพิษในประเทศไทยนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1.กลุ่มเห็ดที่มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร – ส่วนใหญ่เห็ดพิษที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารนั้นจะเป็นเห็ดที่มาจากป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดที่เกิดมาจากสนามโล่งแจ้ง เช่น เห็ดที่เกิดในตระกูลเห็ดหัวกรวด

ในความเป็นจริงเห็ดหัวกรวดนั้นรับประทานได้ แต่มีอยู่ชนิดเดียวเท่านั้นที่เป็นเห็ดพิษ เห็ดชนิดนี้ชื่อว่า”เห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อน”

เห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อน มีลักษณะเหมือนเห็ดหัวกรวดทั่วไป แต่จะแยกได้ว่ามีอันตรายหรือไม่ก็ต่อเมื่อเรานำสปอร์ของเห็ดไปตรวจ ซึ่งจะพบว่าเป็นสีเขียวมะกอก ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง และมีอาการท้องเสีย ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กอาจเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้

2.กลุ่มเห็ดพิษที่มีผลรุนแรงต่อตับ – เห็ดประเภทนี้พบได้ทั่วไปบริเวณภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทย เป็นเห็ดที่อยู่ในกลุ่มเห็ดระโงกซึ่งก็มีทั้งที่รับประทานได้และไม่ได้ ที่มีพิษคือเห็ดระโงกหินรูปร่างคล้ายเห็ดระโงกสีขาวที่กินได้ แต่ต่างกันที่ขนาดของหมวกและก้านของเห็ดที่โตเต็มที่แล้วจะมีขนาดใหญ่กว่าแล้วจะมีริ้วที่ขอบหมวก เป็นครีบสีขาวนวลกระเปาะหุ้มก้านของเห็ดจะกางออกไม่แนบกับโคนก้าน แต่ลักษณะดังกล่าวถ้าดูตอนที่เห็ดยังอ่่อนจะแยกจากกันได้ยากมาก จึงไม่ควรเก็บเห็ดระโงกที่ยังอ่อนมากิน โทษของเห็ดชนิดนี้จะทำให้เซลล์ตับตาย เพราะในเห็ดชนิดนี้จะไปขวางการทำงานของการสร้างโปรตีนในเซลล์ตับตาย ผู้ที่รับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ตับวายและเสียชีวิตในที่สุด เห็ดจำพวกนี้อันตรายมาก ซึ่งเคยเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านที่จังหวัดอุดรธานีเสียชีวิตยกครัว เพราะรับประทานเห็ดพิษชนิดนี้มาแล้ว

 

เห็ดสมองวัว
                             เห็ดสมองวัว

เห็ดสมองวัว (Gyromitra esculenta) – เห็ดสมองวัวมีเขตการกระจายพันธุ์ใประเทศไทยทางภาคเหนือ ขึ้นในป่าสน เป็นเห็ดมีพิษร้ายแรง แต่เมื่อทำแห้งหรือต้มสุกทิ้งน้ำไปหลายครั้ง พิษของเห็ดจะหายไป จึงมีเอกสารต่างประเทศกล่าวไว้ว่ากินได้

เห็ดระโงกหิน
                       เห็ดระโงกหิน

เห็ดระโงกหิน (Amanita Phalloides) – เป็นสารพิษทำลายเซลล์ตับ ไต ระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด ระบบหายมใจ และระบบสมอง นับเป็นเห็ดพิษที่มีความร้ายแรงที่สุด ผู้ที่ได้รับพิษเข้าไปอาจเสียชีวิตภายใน 4-10 ชั่วโมง

 

เห็ดหมึก
                             เห็ดหมึก

เห็ดหมึก – มีสารที่รวมตัวกับแอกอฮอล์แล้วเกิดพิษ ผู้ที่ดื่มสุรากับเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดศีรษะ หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน

ส่วนใหญ่เห็ดพิษในประเทศไทยนั้นก็มีอยู่มากพอสมควร ดังนั้นเราควรทราบวิธีการทดสอบว่าเห็ดชนิดไหนรับประทานได้ เผื่อพบเห็นข้างทางขึ้นเต็มไปหมดแล้วอยากเก็บไปประกอบอาหารจะได้เป็นการป้องกันตัวเองให้พ้นจากเห็ดพิษต่างๆซึ่งทดสอบได้ด้วยการปฏิบัติดังนี้

1.นำไปต้มกับข้าวสาร ถ้าเห็ดมีพิษจะทำให้ข้าวสารไม่สุกหรืออยู่ในภาวะสุกๆ ดิบๆ
2.นำเห็ดลงไปต้มและให้ใส่หอมแดงลงไปถ้าเห็ดมีพิษน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ
3.ต้มเห็ดไว้และใช้ช้อนที่เป็นเงินแท้จุ่มลงไปในหม้อ ถ้าช้อนเปลี่ยนเป็นสีดำแสดงว่าเห็ดมีพิษ
4.ถูที่หมวกเห็ด เมื่อดอกเห็ดมีแผลและแผลมีสีดำแสดงว่าเป็นเห็ดพิษ
5.ดูจากรอยแมลง ถ้าเห็ดมีรอยกัดแทะแสดงว่าเป็นเห็ดไม่มีพิษ

เห็ดที่ไม่ควรเก็บมาบริโภค

-เห็ดที่มีปุ่มปม
-เห็ดที่เป็นสีน้ำตาล
-เห็ดที่มีปลอกหุ้มโคน
-เห็ดที่มีหมวกเห็ดเป็นสีขาว
-เห็ดที่มีวงแหวนใต้หมวก
-เห็ดที่มีดอกตูมและมีเนื้อในสีขาว
-เห็ดที่อยู่ใกล้กับกองมูลสัตว์
-เห็ดที่มีหมวกเป็นรูปๆ แทนที่จะเป็นช่องๆ คล้ายกับครีบปลา

เห็ดที่ไม่ควรนำมาบริโภคอีกคือ “เห็ดป่า” เพราะเราไม่รู้จักเห็ดป่าอย่างแท้จริงเราจึงควรมีหลักในการพิจารณาเลือกเห็ดป่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

-หากเลือกเห็ดป่ามารับประทาน ควรรู้จักข้อมูลเบื้องต้นก่อนซึ่งสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือมีหนังสือคู่มือชนิดของเห็ดก็จะปลอดภัยในการเลือกเห็ด

-ไม่ควรเก็บเห็ดหลังจากมีพายุใหม่ๆ เพราะเห็ดอาจจะถูกชะล้างให้สีเปลี่ยนไปจนเราไม่รู้ว่าเห็ดต้นนั้นแท้จริงเป็นสีอะไรซึ่งเห็ดนั้นอาจจะมีพิษก็เป็นได้

-เก็บเห็ดมาแล้วให้ปรุงอาหารในทันที อย่าเก็บเห็ดไว้นานเพราะเห็ดอาจจะเน่าเสียเร็วและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

-ห้ามรับประทานเห็ดป่าดิบโดยเด็ดขาด ต้องผ่านการปรุงสุกเสมอ

-ไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นใกล้โรงงานที่มีสารเคมี สนามกอล์ฟหรือข้างถนน เพราะจะมีการสะสมสารเคมีมากจนทำให้กลายเป็นเห็ดพิษได้

-สำหรับเห็ดที่เราไม่เคยทำรับประทานมาก่อน ก็ไม่ควรบริโภคเป็นจำนวนมาก เพราะถึงแม้เห็ดจะไม่มีพิษ แต่สำหรับคนที่แพ้เห็ดบางชนิดก็จะมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน

เมื่อมีการรับพิษก็ต้องมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก ในบางที่นั้นการรักษาพยาบาลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างถูกต้อง แต่จะเป็นไปตามความเข้าใจเอาเอง ในบางครั้งผู้ป่วยถึงกลับเสียชีวิตก็มี ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้การปฐมพยาบาลเอาไว้ ซึ่งหลักในการปฐมพยาบาลมีดังนี้

-ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารออกมา
-เพื่อเป็นการดูดพิษจากผู้ป่วย ให้ดื่มน้ำผสมผงถ่าน 2 แก้ว แก้วแรกนั้นเป็นการทำให้อาเจียน ส่วนแก้วที่ 2 ก็เป็นการล้วงคออีกครั้ง เพื่อไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายมากนัก
-จากนั้นก็นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยนำตัวอย่างเห็ดไปด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนไม่ออกให้ผสมเกลือแกง 3 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นแล้วดื่มจะเป็นการกระตุ้นให้อาเจียนง่ายขึ้น แต่ห้ามใช้วิธีนี้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะเด็กยังไม่แข็งแรงมากนัก ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกซื้อเห็ดหรือเก็บเห็ดเองก็ควรมีความรู้ในระดับหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดพิษที่อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

“ลักษณะและส่วนประกอบของเห็ด”

เห็ดหูหนู
                               เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนู (Auricularia auriculajudae)-ดอกเห็ดเป็นวุ้นทรงถ้วย มีรูปร่างคล้ายหู มีสีขาว

เห็ดเป๋าฮื้อ
                              เห็ดเป๋าฮื้อ

เห็ดเป๋าฮื้อ(Abalone Mushroom)-หมวกเห็ดมีสีครีมถึงเทาเข้ม ผิวดอกจะแห้ง ขอบหมวกม้วนงอลงเล็กน้อย ส่วนกลางของดอกจะบุ๋ม และก้านของดอกจะมีขนาดใหญ่ อวบแน่น

เห็ดหอม
                             เห็ดหอม

เห็ดหอม (Shiitake)-หมวกเห็ดหอมมีรูปทรงกลม ผิวมีขนรวมกัน เป็นเกล็ดหยาบๆ สีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ผิวหมวกด้านบนสีน้ำตาลปนแดง มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เห็ดฟาง
                                 เห็ดฟาง

เห็ดฟาง (Valvariella volvacea)-ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมป้าน มีหมวกรูปไข่ผิวสีขาวนวล

เห็ดนกยูง
                            เห็ดนกยูง

เห็ดนกยูง (Macrolepiota gracilenta)-มีลักษณะคล้ายร่ม เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีลักษณะแบบราบ เนื้อหมวกมีสีขาว มีจุดน้ำตาลเข้มตรงกลาง

เห็ดมีรูปร่างหลายแบบ บางชนิดก็มีรูปร่างคล้ายกับรุ่มกาง บางชนิดเหมือนประการัง บางชนิดมองดูเผินๆ คล้ายกับรัง นอกจากรูปร่างที่ดูแตกต่างกันแล้ว ขนาดของเห็ดก็มีตั้งแต่ใหญ่เท่าลูกบอล และเล็กพอๆกับหัวไม้ขีดสีของเห็ดนั้นมีทั้งที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม และสีสวยเด่นสะดุดตา ในบางชนิดมีกลิ่นหอมและบางชนิดก็เป็นเห็ดที่มีกลิ่นเหม็น ดมแล้วมีอาการวิงเวียนศรีษะ เห็ดแต่ละชนิดมีสถานที่เกิดที่แตกต่างกัน บางชนิดเกิดขึ้นในป่า บางชนิดเกิดขึ้นในภูเขา ตามทุ่งนา พื้นดิน หรือเห็ดบางชนิดก็เกิดขึ้นที่ บริเวณจอมปลวก งอกบนต้นเห็ดด้วยกันก็มี เห็ดบางชนิดสามารถรับประทานได้ และบางชนิดก็ไม่สามารถรับประทานได้ ซึ่งเห็ดที่รับประทานไม่ได้นี้เราเรียกว่า”เห็ดพิษ” ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป

บอกลักษณะของเห็ดได้ตามการจำแนกดังต่อไปนี้

1. การจำแนกทางพืชสวน
-ตามการรับประทาน แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ
-เห็ดที่รับประทานได้ (Edible Mushroom) เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดหอมและเห็ดป่าบางชนิดที่ไม่มีสารพิษ เช่น เห็ดเพาะ เห็ดหล่ม เห็ดโคน เป็นต้น
-เห็ดพิษ (Poisonous Mushroom) คือเห็ดพิษชนิดต่างๆ เช่น เห็ดระโงกหิน เห็ดกระโดงตีนต่ำ เป็นต้น
-ตามสภาพของธรรมชาติ โดยใช้ความสามารถในการหาอาหารหรือตามวัสดุที่ใช้เพาะดังนี้
-เห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีบริเวณส่วนบนของพืช เช่น ตามท่อนไม้หรือขี้เลื่อยไม้ ได้แก่ เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เป็นต้น
-เห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีบนวัสดุที่มีการหมักเพียงบางส่วน เช่น เห็ดถั่ว เห็ดฟาง เป็นต้น
-เห็ดที่มีการเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีการหมักอย่างสมบูรณ์ เช่น ในปุ๋ยหมัก นั่นคือเห็ดแชมปิญอง
-เห็ดที่เติบโตได้ดีเมื่ออยู่กับรากไม้บางชนิดที่มีลักษณะเป็นไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตับเต่า เห็ดชัฟเฟิล
-เห็ดที่ขึ้นบนรังปลวก เช่น เห็ดโคน เป็นต้น
   -ตามอุณหภูมิที่ใช้ในการเติบโต เนื่องจากเห็ดแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิที่ใช้ในการเจริญเติบโตที่ต่างกัน ดังนี้
-เห็ดที่ชอบอุณหภูมิสูง หรือเป็นเห็ดเขตร้อน ได้แก่เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เป็นต้น
-เห็ดที่ชอบอากาศหนาวได้แก่ เห็ดแชมปิญอง เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เป็นต้น
   -ตามการใช้ประโยชน์ เพราะเห็ดนั้นนอกจากจะมีสรรพคุณด้าน อาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยาด้วย
-ใช้เป็นอาหารปกติคือเห็ดทั่วไป
-มีสรรพคุณทางยา ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดเข็มทอง เห็ดหลินจือ เป็นต้น
-ใช้เป็นเครื่องเทศ คือเห็ดหอม ใช้ในการประกอบอาหารให้มีรสชาติที่อร่อยและมีความกลมกล่อม

2.การจำแนกตามหลักพฤกษศาสตร์ตามการเลี้ยงดู แบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้
-เห็ดที่นำมาเพาะเลี้ยงกันเป็นปกติได้แก่ เห็ดหูหนู เห็ดกระดุม เห็ดนางรม เห็ด        แชมปิญอง เห็ดนางฟ้าเห็ดฟาง เห็ดหลินจือ เห็ดลม เห็ดกระด้าง เห็ดตีนแรด เป็นต้น
-เหตุที่ไม่มีการเพาะเลี้ยง คือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ เห็ดตับเต่า เห็ดโคน เห็ดขิง เห็ดแดง เห็ดพิษ เป็นต้น

เห็ดหอม
                               เห็ดหอม

 

ส่วนประกอบของเห็ด

ส่วนประกอบของเห็ด
                        ส่วนประกอบของเห็ด

หมวกเห็ด เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดที่เจริญเติบโตขึ้นไปในอากาศ

ครีบ – จะอยู่ใต้หมวกเห็ด

ก้านดอก – มีขนาดใหญ่ มีความอ้วนกลมแตกต่างกันตามลักษณะของพันธ์เห็ด

วงแหวน – มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ยึดก้านดอกและขอบหมวกของเห็ด

เปลือกหุ้มโคน – อยู่บริเวณชั้นนอกสุดที่หุ้มดอกเห็ดเอาไว้

สปอร์ – เกิดจากการผสมพันธุ์ของเห็ด และแบ่งตัวกลายเป็นสปอร์ปลิวไปตามลม ลอยไปในอากาศ เพื่อไปแพร่พันธุ์ต่อไป

เห็ดทั้งหลายนั้นก็มีการแบ่งแยกตามที่ได้กล่าวมา แต่ที่มีเหมือนกันคือเห็ดทุกชนิดสามารถเป็นแหล่งรายได้ และสร้างเงินให้กับเราอย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

คุณค่าทางอาหารของเห็ดและประโยชน์ของเห็ด

เห็ดหูหนู – เพิ่มความแข็งแรงให้กับเม็ดเลือดขาว บำรุงปอดและไต

เห็ดชิตาเกะ – ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารบำรุงกำลังและบรรเทาอาการไข้หวัด

เห็ดหลินเจือ – มีสรรพคุณมากมาย ทั้งระบบทางเดินอาหารระบบทางเดินหายใจ และระบบไหลเวียนของโลหิต

เห็ดแชมปิญอง – ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อไวรัสต่างๆ บำรุงปอด และไต

เห็ดนางฟ้า – ลดไขมันในเส้นเลือด แก้อาการช้ำใน บำบัดอาการอ่อนเพลีย

เห็ดเข็มทอง – รักษาโรคตับ โรคกระเพาะ โรคที่เกี่ยวกับลำไส้

เห็ดโคน – แก้โรคบิด แก้คลื่นไส้ ช่วยละลายเสมหะ

เห็ดนางรม – มีคุณค่าทางอาหารสูงเช่นโปรตีน  วิตามิน  แคลเซียมช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

หากจะเปิดกิจการเพาะเห็ด ก่อนอื่นเราต้องทราบคุณภาพของเห็ดให้ถ่องแท้ก่อน ซึ่งเห็ดนั้นเป็นอาหารอีกชนิดที่หารับประทานได้ง่าย และมีราคาไม่แพง มีทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และให้พลังงานต่ำ ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีเห็ดหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งคนไทยนั้นนิยมบริโภคเห็ด เพราะมีคุณประโยชน์ ทั้งทางด้านโภชนาการและด้านยา

โดยทั่วไปแล้ว “เห็ด” ถือเป็นแหล่งโปรตีนทางธรรมชาติที่สำคัญเพราะเห็ดนั้นสร้างตัวเองจากราชั้นสูง ถึงจะมาจากเชื้อราแต่เห็ดก็ยังมีรสชาติอันแสนอร่อยถูกปากคนไทย มีสรรพคุณทางยาและทางโภชนาการอาหารอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ทางโภชนาการของเห็ดมีดังนี้

-ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย  -มีน้ำตาลน้อย  -มีปริมาณเกลือต่ำ  -มีโปรตีนดี

-ช่วยเสริมสร้างการทำงานของธาตุเหล็กในร่างกาย  -มีวิตามินบีรวมชื่อว่าไรโบฟลาวินและไนอะซิน

-เป็นแหล่งเกลือแร่สำคัญ เช่น ซิลีเนียม

-มีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ อันเนื่องมาจากในตัวเห็ดนั้นมีกรดอะมิโนที่กระตุ้นให้ต่อมรับรสรู้สึกว่าเห็ดคล้ายเนื้อสัตว์

นอกจากนี้เห็ดก็ยังมีสรรพคุณทางยาด้วย ซึ่งในเห็ดทั่วไปสามารถช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่นหัวใจ สมอง ปอด ตับ ระบบการไหลเวียนของโลหิต เป็นต้น ชาวจีนจัดให้เห็ดเป็นยาเย็น มีสรรพคุณช่วยลดไข้ ดับความร้อนในร่างกาย แก้ช้ำใน เพิ่มพลังชีวิตช่วยในการบำรุงร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันในเลือด ขับปัสสาวะ ทำให้หายจากอาการหงุดหงิด มีส่วนช่วยบำรุงเซลล์ประสาท รักษาอาการอัลไซเมอร์ ที่สำคัญช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

“เพาะเห็ด” ทางเลือกพารวย!!!

 

เห็ด
                                     เห็ด

ปัจจุบันมีอาชีพเกษตรกรรมกำลังได้รับความนิยมเพราะความต้องการด้านอาหารของประชากรเพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่ในการทำการเกษตรลดลง ผลิตผลการเกษตรจึงมีราคาค่อนข้างดีขึ้น แต่การเลือกเพาะปลูกพืชเพื่อเชิงพาณิชย์นั้น ผู้ปลูกต้องศึกษารายละเอียดของพืชนั้นๆวิเคราะห์ด้านทุน และด้านตลาดก่อนที่จะลงมือปลูก หากนึกถึงพืชที่มีต้นทุนไม่สูงมานัก และมีสิทธิ์จะนำพาความร่ำรวยมาสู่คุณได้ ก็ต้องเป็นอาชีพ”เพาะเห็ด” เพราะเห็ดไม่ต้องอาศัยน้ำมากนักในการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง และเห็ดยังสามารถปลูกได้แทบทุกที่ที่มีการปิดกั้นให้มิดชิดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว วงจรชีวิตของเห็ดทุกชนิดนั้นมีลักษณะที่คล้างคลึงกันโดยเริ่ม จากสปอร์ สร้างตัวเป็นกลุ่มรา แล้วโตต่อไปเป็นกลุ่มก้อนของดอกเห็ด เมื่อเห็ดเจริญเติบโตแล้วก็จะสร้างสปอร์ ซึ่งจะปลิวและงอกใหม่เป็นใยราหมุนเวียนเช่นนี้ตลอดไป เห็ด คือราชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มาก มีประโยชน์ทั้งเป็นยา เป็นอาหาร อีกทั้งช่วยทำให้ระบบนิเวศเกิดความสมบูรณ์

บนโลกเราก็มีเห็ดมากกว่า 30,000 ชนิดแต่ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้นั้น มีมากกว่า 1,000 ชนิด นอกจากจะนำเห็ดมาปรุงอาหารให้อร่อยแล้ว เห็ดทั้งหลายก็ยังมีประโยชน์ในแง่ของการบำรุงสุขภาพ เพราะเห็ดบางชนิดเป็นยารักษาโรค และสามารถนำไปสกัดเป็นยาบำรุงต่างๆ ได้อีกมากมาย เห็ดจึงเป็นพืชชนิดหนึ่งที่น่าปลูกในเชิงพานิชย์เพราะปัจจุบันฟาร์มเพาะเห็ดในประเทศไทยนั้นมีน้อย เท่าที่มีก็เป็นขนาดเล็ก นอกจากนี้การเพาะเห็ดก็แสนจะง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก มีแค่ความตั้งใจ ความพยายาม ความมานะอดทนในการดูแลก็สามารถประสบความสำเร็จและมีรายได้สูงตามไปด้วยได้ คนไทยชอบรับประทานเห็ด ซึ่งมีหลายชนิดทั้งจากฟาร์มเพาะเห็ด และเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เห็ดหูหนู  เห็ดโคน เห็ดหลินเจือ เห็ดหัวลิง เห็ดฟาง  เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นต้น

เห็ดฟาง
                                เห็ดฟาง

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเห็ด

เห็ดเป็นราชนิดหนึ่งที่ไม่ได้จัดว่าเป็นพืชหรือสัตว์ไม่มีคลอโรฟิลล์ เห็ดจึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้และไม่ต้องใช้แสงแดดในการเจริญเติบโต ในปัจจุบันพบว่าในหลายประเทศหันมาสนใจและวิจัยทดลองปรับปรุงพันธ์เห็ดต่างๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นและมีการพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ให้ปลูกง่ายและมีผลผลิตที่มากขึ้นอีกด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เหมาะสมกับการปลูกเห็ดเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรอย่างอื่นและสามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการปลูกเห็ดได้เป็นอย่างดี นอกจากอุปกรณ์แล้ว สภาพภูมิอากาศก็ยังเหมาะสมที่ทำให้พืชเชื้อราอย่างเห็ด สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้นอีกด้วย

ในประเทศไทยมีโรงเรือนเพาะเห็ดที่เป็นรายใหญ่และสำคัญอยู่ที่จังหวัดนครนายก จังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสุพรรณบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็ดที่มีการปลูกมากที่สุดคือเห็ดฟาง มีการปลูกทั่วไปโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ที่มีการทำนา และมีฟางเหลือภายหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านก็จะนำฟางเหล่านั้นมาเพาะหัวเชื้อเห็ดช่วงที่ผลผลิตของเห็ดเข้ามาสู่ตลาดมากที่สุดคือเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อน ส่วนในเดือนที่ผลผลิตออกมาน้อยคือปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมีนาคม เพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาวและในช่วงที่เห็ดออกมาสู่ตลาดน้อย เห็ดก็จะมีราคาค่อนข้างสูง สรุปแล้วอาชีพการปลูกเห็ดนั้นนอกจากจะต้องอาศัยความขยัน อดทนแล้ว ยังต้องใช้ประสบการณ์   อีกด้วย อย่าเพิ่งคิดว่าอาชีพการเพาะเห็ดนั้นเป็นอาชีพที่ง่ายและมีรายได้ดีอย่างเดียว แต่เราต้องคิดในแง่ของความยากลำบากด้วยว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญอีกเช่น ผู้ปลูกต้องมีความเอาใจใส่ และหมั่นดูแล อีกประการสำคัญต้องรู้จักการรักษาความสะอาด เพราะเห็ดคือเชื้อราชนิดหนึ่ง ถ้าปล่อยให้สกปรกและมีเชื้อราตัวอื่นมาแทรก เห็ดก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี

 

อุปกรณ์สำคัญในการเพาะเห็ด

ก่อนที่เราจะสร้างความร่ำรวยให้บังเกิดขึ้นได้ เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือการศึกษาวิธีการ และจัดเตรียมอุปกรณ์ในการจะเริ่มต้นปลูกเห็ดกัน สำหรับอุปกรณ์ในการเพาะปลูกเห็ดนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเกี่ยวกับการปลูก และไม่มีความซับซ้อนใดๆ

อุปกรณ์เพาะเห็ด
                           อุปกรณ์เพาะเห็ด

โรงเรือนที่ใช้เพาะเห็ด อาจจะเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ถุงเพาะเชื้อเห็ดได้เป็นหมื่นถุง หรือแม้แต่โอ่งน้ำที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถใส่ถุงเพาะเชื้อประมาณไม่เกิน 50 ถุง ก็สุดแล้วแต่กำลังการลงทุนของผู้ประกอบการ

สแลนสีดำ เอาไว้คลุมโรงเรือนจะได้เป็นการอำพรางแสงสว่างไม่ให้เห็ดโดนแสงสว่าง

ขี้เลื่อย ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด

รำอ่อน ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด

ถุง ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด ขนาดถุงขึ้นอยู่กับปริมาณเพาะเชื้อเห็ด

ดีเกลือ,น้ำสะอาด,ยิปซัม,ปูนขาว,กระดาษเหลือใช้,น้ำตาลหรือกากน้ำตาล,สำลี,ยางรัดถุง,ถังนึ่งเชื้อเห็ด,

เศษฟาง หญ้าแห้ง หรือข้าวโพดแห้งก็สามารถใช้ในการทำหัวเชื้อได้

กระบะไม้ สำหรับหมักวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนที่จะบรรจุถุงเชื้อ

คอขวดพลาสติก ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณไม่เกิน 2 นิ้ว

-เชื้อเห็ดชนิดต่างๆ ตามที่ต้องการ

-อาหารเสริม ที่จะช่วยเลี้ยงให้เห็ดเจริญเติบโตได้ดี

-ไม้แบบสำหรับใช้อัดก้อนเชื้อเห็ด หรือสำหรับผู้ที่มีทุนสูงก็ใช้เครื่องอัดหัวเชื้อ

-บัวรดน้ำ หรือสายยางใช้สำหรับรดน้ำถุงเพาะเชื้อ

-เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของโรงเรือน หรือสถานที่ ที่เราใช้ปลูกเห็ด

-ถ้าใช้โรงเรือนก็จำเป็นต้องมีพัดลมดูดหรือเป่าระบายอากาศ

-เครื่องพ่นฝอย สำหรับให้น้ำเห็ดในโรงเรือน ถ้าเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ให้ใช้ระบบน้ำแบบนี้ เพราะนอกจากเป็นการประหยัดกำลังคนแล้วยังเป็นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

-หลอดไฟ เห็ดบางชนิดก็ชอบให้มีแสงสว่างบ้าง

-เครื่องวัดความชื้นในโรงเรือน

-ตะกร้าเก็บเห็ด

หมายเหตุ : ในปัจจุบันไม่ต้องทำหัวเชื้อเองเพราะมีหลายหน่วยงานที่ทำถุงเชื้อเห็ดขายและมีราคาพอๆ กับทำเอง จึงทำให้หลายๆโรงเรือนนั้นไม่ทำหัวเชื้อด้วยตัวเองแล้ว

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก