“ทำความรู้จักกับเห็ดพิษ”

ในเมื่อเหรียญยังมีสองด้าน ดังนั้นเมื่อมีเห็ดที่ดีสร้างเงินได้ ก็ต้องมีเห็ดพิษที่บริโภคไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นเราควรทำความรู้จักเห็ดให้ดีจะได้ไม่ต้องเจอเห็ดที่มีพิษ ที่รับประทานแล้วอันตรายต่อร่างกายของคุณเอง

เห็ดก็มีพิษได้  เห็ดที่มีพิษนั้นจะมีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยที่เห็ดพิษในประเทศไทยนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1.กลุ่มเห็ดที่มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร – ส่วนใหญ่เห็ดพิษที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารนั้นจะเป็นเห็ดที่มาจากป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็ดที่เกิดมาจากสนามโล่งแจ้ง เช่น เห็ดที่เกิดในตระกูลเห็ดหัวกรวด

ในความเป็นจริงเห็ดหัวกรวดนั้นรับประทานได้ แต่มีอยู่ชนิดเดียวเท่านั้นที่เป็นเห็ดพิษ เห็ดชนิดนี้ชื่อว่า”เห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อน”

เห็ดหัวกรวดครีบเขียวอ่อน มีลักษณะเหมือนเห็ดหัวกรวดทั่วไป แต่จะแยกได้ว่ามีอันตรายหรือไม่ก็ต่อเมื่อเรานำสปอร์ของเห็ดไปตรวจ ซึ่งจะพบว่าเป็นสีเขียวมะกอก ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง และมีอาการท้องเสีย ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กอาจเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้

2.กลุ่มเห็ดพิษที่มีผลรุนแรงต่อตับ – เห็ดประเภทนี้พบได้ทั่วไปบริเวณภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทย เป็นเห็ดที่อยู่ในกลุ่มเห็ดระโงกซึ่งก็มีทั้งที่รับประทานได้และไม่ได้ ที่มีพิษคือเห็ดระโงกหินรูปร่างคล้ายเห็ดระโงกสีขาวที่กินได้ แต่ต่างกันที่ขนาดของหมวกและก้านของเห็ดที่โตเต็มที่แล้วจะมีขนาดใหญ่กว่าแล้วจะมีริ้วที่ขอบหมวก เป็นครีบสีขาวนวลกระเปาะหุ้มก้านของเห็ดจะกางออกไม่แนบกับโคนก้าน แต่ลักษณะดังกล่าวถ้าดูตอนที่เห็ดยังอ่่อนจะแยกจากกันได้ยากมาก จึงไม่ควรเก็บเห็ดระโงกที่ยังอ่อนมากิน โทษของเห็ดชนิดนี้จะทำให้เซลล์ตับตาย เพราะในเห็ดชนิดนี้จะไปขวางการทำงานของการสร้างโปรตีนในเซลล์ตับตาย ผู้ที่รับประทานเห็ดชนิดนี้เข้าไปจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ตับวายและเสียชีวิตในที่สุด เห็ดจำพวกนี้อันตรายมาก ซึ่งเคยเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านที่จังหวัดอุดรธานีเสียชีวิตยกครัว เพราะรับประทานเห็ดพิษชนิดนี้มาแล้ว

 

เห็ดสมองวัว
                             เห็ดสมองวัว

เห็ดสมองวัว (Gyromitra esculenta) – เห็ดสมองวัวมีเขตการกระจายพันธุ์ใประเทศไทยทางภาคเหนือ ขึ้นในป่าสน เป็นเห็ดมีพิษร้ายแรง แต่เมื่อทำแห้งหรือต้มสุกทิ้งน้ำไปหลายครั้ง พิษของเห็ดจะหายไป จึงมีเอกสารต่างประเทศกล่าวไว้ว่ากินได้

เห็ดระโงกหิน
                       เห็ดระโงกหิน

เห็ดระโงกหิน (Amanita Phalloides) – เป็นสารพิษทำลายเซลล์ตับ ไต ระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด ระบบหายมใจ และระบบสมอง นับเป็นเห็ดพิษที่มีความร้ายแรงที่สุด ผู้ที่ได้รับพิษเข้าไปอาจเสียชีวิตภายใน 4-10 ชั่วโมง

 

เห็ดหมึก
                             เห็ดหมึก

เห็ดหมึก – มีสารที่รวมตัวกับแอกอฮอล์แล้วเกิดพิษ ผู้ที่ดื่มสุรากับเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดศีรษะ หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน

ส่วนใหญ่เห็ดพิษในประเทศไทยนั้นก็มีอยู่มากพอสมควร ดังนั้นเราควรทราบวิธีการทดสอบว่าเห็ดชนิดไหนรับประทานได้ เผื่อพบเห็นข้างทางขึ้นเต็มไปหมดแล้วอยากเก็บไปประกอบอาหารจะได้เป็นการป้องกันตัวเองให้พ้นจากเห็ดพิษต่างๆซึ่งทดสอบได้ด้วยการปฏิบัติดังนี้

1.นำไปต้มกับข้าวสาร ถ้าเห็ดมีพิษจะทำให้ข้าวสารไม่สุกหรืออยู่ในภาวะสุกๆ ดิบๆ
2.นำเห็ดลงไปต้มและให้ใส่หอมแดงลงไปถ้าเห็ดมีพิษน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ
3.ต้มเห็ดไว้และใช้ช้อนที่เป็นเงินแท้จุ่มลงไปในหม้อ ถ้าช้อนเปลี่ยนเป็นสีดำแสดงว่าเห็ดมีพิษ
4.ถูที่หมวกเห็ด เมื่อดอกเห็ดมีแผลและแผลมีสีดำแสดงว่าเป็นเห็ดพิษ
5.ดูจากรอยแมลง ถ้าเห็ดมีรอยกัดแทะแสดงว่าเป็นเห็ดไม่มีพิษ

เห็ดที่ไม่ควรเก็บมาบริโภค

-เห็ดที่มีปุ่มปม
-เห็ดที่เป็นสีน้ำตาล
-เห็ดที่มีปลอกหุ้มโคน
-เห็ดที่มีหมวกเห็ดเป็นสีขาว
-เห็ดที่มีวงแหวนใต้หมวก
-เห็ดที่มีดอกตูมและมีเนื้อในสีขาว
-เห็ดที่อยู่ใกล้กับกองมูลสัตว์
-เห็ดที่มีหมวกเป็นรูปๆ แทนที่จะเป็นช่องๆ คล้ายกับครีบปลา

เห็ดที่ไม่ควรนำมาบริโภคอีกคือ “เห็ดป่า” เพราะเราไม่รู้จักเห็ดป่าอย่างแท้จริงเราจึงควรมีหลักในการพิจารณาเลือกเห็ดป่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

-หากเลือกเห็ดป่ามารับประทาน ควรรู้จักข้อมูลเบื้องต้นก่อนซึ่งสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือมีหนังสือคู่มือชนิดของเห็ดก็จะปลอดภัยในการเลือกเห็ด

-ไม่ควรเก็บเห็ดหลังจากมีพายุใหม่ๆ เพราะเห็ดอาจจะถูกชะล้างให้สีเปลี่ยนไปจนเราไม่รู้ว่าเห็ดต้นนั้นแท้จริงเป็นสีอะไรซึ่งเห็ดนั้นอาจจะมีพิษก็เป็นได้

-เก็บเห็ดมาแล้วให้ปรุงอาหารในทันที อย่าเก็บเห็ดไว้นานเพราะเห็ดอาจจะเน่าเสียเร็วและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

-ห้ามรับประทานเห็ดป่าดิบโดยเด็ดขาด ต้องผ่านการปรุงสุกเสมอ

-ไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นใกล้โรงงานที่มีสารเคมี สนามกอล์ฟหรือข้างถนน เพราะจะมีการสะสมสารเคมีมากจนทำให้กลายเป็นเห็ดพิษได้

-สำหรับเห็ดที่เราไม่เคยทำรับประทานมาก่อน ก็ไม่ควรบริโภคเป็นจำนวนมาก เพราะถึงแม้เห็ดจะไม่มีพิษ แต่สำหรับคนที่แพ้เห็ดบางชนิดก็จะมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน

เมื่อมีการรับพิษก็ต้องมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก ในบางที่นั้นการรักษาพยาบาลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างถูกต้อง แต่จะเป็นไปตามความเข้าใจเอาเอง ในบางครั้งผู้ป่วยถึงกลับเสียชีวิตก็มี ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้การปฐมพยาบาลเอาไว้ ซึ่งหลักในการปฐมพยาบาลมีดังนี้

-ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารออกมา
-เพื่อเป็นการดูดพิษจากผู้ป่วย ให้ดื่มน้ำผสมผงถ่าน 2 แก้ว แก้วแรกนั้นเป็นการทำให้อาเจียน ส่วนแก้วที่ 2 ก็เป็นการล้วงคออีกครั้ง เพื่อไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายมากนัก
-จากนั้นก็นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยนำตัวอย่างเห็ดไปด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนไม่ออกให้ผสมเกลือแกง 3 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นแล้วดื่มจะเป็นการกระตุ้นให้อาเจียนง่ายขึ้น แต่ห้ามใช้วิธีนี้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะเด็กยังไม่แข็งแรงมากนัก ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกซื้อเห็ดหรือเก็บเห็ดเองก็ควรมีความรู้ในระดับหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคเห็ดพิษที่อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

 

“ลักษณะและส่วนประกอบของเห็ด”

เห็ดหูหนู
                               เห็ดหูหนู

เห็ดหูหนู (Auricularia auriculajudae)-ดอกเห็ดเป็นวุ้นทรงถ้วย มีรูปร่างคล้ายหู มีสีขาว

เห็ดเป๋าฮื้อ
                              เห็ดเป๋าฮื้อ

เห็ดเป๋าฮื้อ(Abalone Mushroom)-หมวกเห็ดมีสีครีมถึงเทาเข้ม ผิวดอกจะแห้ง ขอบหมวกม้วนงอลงเล็กน้อย ส่วนกลางของดอกจะบุ๋ม และก้านของดอกจะมีขนาดใหญ่ อวบแน่น

เห็ดหอม
                             เห็ดหอม

เห็ดหอม (Shiitake)-หมวกเห็ดหอมมีรูปทรงกลม ผิวมีขนรวมกัน เป็นเกล็ดหยาบๆ สีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ผิวหมวกด้านบนสีน้ำตาลปนแดง มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เห็ดฟาง
                                 เห็ดฟาง

เห็ดฟาง (Valvariella volvacea)-ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมป้าน มีหมวกรูปไข่ผิวสีขาวนวล

เห็ดนกยูง
                            เห็ดนกยูง

เห็ดนกยูง (Macrolepiota gracilenta)-มีลักษณะคล้ายร่ม เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีลักษณะแบบราบ เนื้อหมวกมีสีขาว มีจุดน้ำตาลเข้มตรงกลาง

เห็ดมีรูปร่างหลายแบบ บางชนิดก็มีรูปร่างคล้ายกับรุ่มกาง บางชนิดเหมือนประการัง บางชนิดมองดูเผินๆ คล้ายกับรัง นอกจากรูปร่างที่ดูแตกต่างกันแล้ว ขนาดของเห็ดก็มีตั้งแต่ใหญ่เท่าลูกบอล และเล็กพอๆกับหัวไม้ขีดสีของเห็ดนั้นมีทั้งที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม และสีสวยเด่นสะดุดตา ในบางชนิดมีกลิ่นหอมและบางชนิดก็เป็นเห็ดที่มีกลิ่นเหม็น ดมแล้วมีอาการวิงเวียนศรีษะ เห็ดแต่ละชนิดมีสถานที่เกิดที่แตกต่างกัน บางชนิดเกิดขึ้นในป่า บางชนิดเกิดขึ้นในภูเขา ตามทุ่งนา พื้นดิน หรือเห็ดบางชนิดก็เกิดขึ้นที่ บริเวณจอมปลวก งอกบนต้นเห็ดด้วยกันก็มี เห็ดบางชนิดสามารถรับประทานได้ และบางชนิดก็ไม่สามารถรับประทานได้ ซึ่งเห็ดที่รับประทานไม่ได้นี้เราเรียกว่า”เห็ดพิษ” ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป

บอกลักษณะของเห็ดได้ตามการจำแนกดังต่อไปนี้

1. การจำแนกทางพืชสวน
-ตามการรับประทาน แบ่งได้เป็น 2 แบบคือ
-เห็ดที่รับประทานได้ (Edible Mushroom) เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดหอมและเห็ดป่าบางชนิดที่ไม่มีสารพิษ เช่น เห็ดเพาะ เห็ดหล่ม เห็ดโคน เป็นต้น
-เห็ดพิษ (Poisonous Mushroom) คือเห็ดพิษชนิดต่างๆ เช่น เห็ดระโงกหิน เห็ดกระโดงตีนต่ำ เป็นต้น
-ตามสภาพของธรรมชาติ โดยใช้ความสามารถในการหาอาหารหรือตามวัสดุที่ใช้เพาะดังนี้
-เห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีบริเวณส่วนบนของพืช เช่น ตามท่อนไม้หรือขี้เลื่อยไม้ ได้แก่ เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เป็นต้น
-เห็ดที่เจริญเติบโตได้ดีบนวัสดุที่มีการหมักเพียงบางส่วน เช่น เห็ดถั่ว เห็ดฟาง เป็นต้น
-เห็ดที่มีการเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีการหมักอย่างสมบูรณ์ เช่น ในปุ๋ยหมัก นั่นคือเห็ดแชมปิญอง
-เห็ดที่เติบโตได้ดีเมื่ออยู่กับรากไม้บางชนิดที่มีลักษณะเป็นไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตับเต่า เห็ดชัฟเฟิล
-เห็ดที่ขึ้นบนรังปลวก เช่น เห็ดโคน เป็นต้น
   -ตามอุณหภูมิที่ใช้ในการเติบโต เนื่องจากเห็ดแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิที่ใช้ในการเจริญเติบโตที่ต่างกัน ดังนี้
-เห็ดที่ชอบอุณหภูมิสูง หรือเป็นเห็ดเขตร้อน ได้แก่เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เป็นต้น
-เห็ดที่ชอบอากาศหนาวได้แก่ เห็ดแชมปิญอง เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เป็นต้น
   -ตามการใช้ประโยชน์ เพราะเห็ดนั้นนอกจากจะมีสรรพคุณด้าน อาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยาด้วย
-ใช้เป็นอาหารปกติคือเห็ดทั่วไป
-มีสรรพคุณทางยา ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดเข็มทอง เห็ดหลินจือ เป็นต้น
-ใช้เป็นเครื่องเทศ คือเห็ดหอม ใช้ในการประกอบอาหารให้มีรสชาติที่อร่อยและมีความกลมกล่อม

2.การจำแนกตามหลักพฤกษศาสตร์ตามการเลี้ยงดู แบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้
-เห็ดที่นำมาเพาะเลี้ยงกันเป็นปกติได้แก่ เห็ดหูหนู เห็ดกระดุม เห็ดนางรม เห็ด        แชมปิญอง เห็ดนางฟ้าเห็ดฟาง เห็ดหลินจือ เห็ดลม เห็ดกระด้าง เห็ดตีนแรด เป็นต้น
-เหตุที่ไม่มีการเพาะเลี้ยง คือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ เห็ดตับเต่า เห็ดโคน เห็ดขิง เห็ดแดง เห็ดพิษ เป็นต้น

เห็ดหอม
                               เห็ดหอม

 

ส่วนประกอบของเห็ด

ส่วนประกอบของเห็ด
                        ส่วนประกอบของเห็ด

หมวกเห็ด เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดที่เจริญเติบโตขึ้นไปในอากาศ

ครีบ – จะอยู่ใต้หมวกเห็ด

ก้านดอก – มีขนาดใหญ่ มีความอ้วนกลมแตกต่างกันตามลักษณะของพันธ์เห็ด

วงแหวน – มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ยึดก้านดอกและขอบหมวกของเห็ด

เปลือกหุ้มโคน – อยู่บริเวณชั้นนอกสุดที่หุ้มดอกเห็ดเอาไว้

สปอร์ – เกิดจากการผสมพันธุ์ของเห็ด และแบ่งตัวกลายเป็นสปอร์ปลิวไปตามลม ลอยไปในอากาศ เพื่อไปแพร่พันธุ์ต่อไป

เห็ดทั้งหลายนั้นก็มีการแบ่งแยกตามที่ได้กล่าวมา แต่ที่มีเหมือนกันคือเห็ดทุกชนิดสามารถเป็นแหล่งรายได้ และสร้างเงินให้กับเราอย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

คุณค่าทางอาหารของเห็ดและประโยชน์ของเห็ด

เห็ดหูหนู – เพิ่มความแข็งแรงให้กับเม็ดเลือดขาว บำรุงปอดและไต

เห็ดชิตาเกะ – ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารบำรุงกำลังและบรรเทาอาการไข้หวัด

เห็ดหลินเจือ – มีสรรพคุณมากมาย ทั้งระบบทางเดินอาหารระบบทางเดินหายใจ และระบบไหลเวียนของโลหิต

เห็ดแชมปิญอง – ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อไวรัสต่างๆ บำรุงปอด และไต

เห็ดนางฟ้า – ลดไขมันในเส้นเลือด แก้อาการช้ำใน บำบัดอาการอ่อนเพลีย

เห็ดเข็มทอง – รักษาโรคตับ โรคกระเพาะ โรคที่เกี่ยวกับลำไส้

เห็ดโคน – แก้โรคบิด แก้คลื่นไส้ ช่วยละลายเสมหะ

เห็ดนางรม – มีคุณค่าทางอาหารสูงเช่นโปรตีน  วิตามิน  แคลเซียมช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

หากจะเปิดกิจการเพาะเห็ด ก่อนอื่นเราต้องทราบคุณภาพของเห็ดให้ถ่องแท้ก่อน ซึ่งเห็ดนั้นเป็นอาหารอีกชนิดที่หารับประทานได้ง่าย และมีราคาไม่แพง มีทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และให้พลังงานต่ำ ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีเห็ดหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งคนไทยนั้นนิยมบริโภคเห็ด เพราะมีคุณประโยชน์ ทั้งทางด้านโภชนาการและด้านยา

โดยทั่วไปแล้ว “เห็ด” ถือเป็นแหล่งโปรตีนทางธรรมชาติที่สำคัญเพราะเห็ดนั้นสร้างตัวเองจากราชั้นสูง ถึงจะมาจากเชื้อราแต่เห็ดก็ยังมีรสชาติอันแสนอร่อยถูกปากคนไทย มีสรรพคุณทางยาและทางโภชนาการอาหารอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ทางโภชนาการของเห็ดมีดังนี้

-ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย  -มีน้ำตาลน้อย  -มีปริมาณเกลือต่ำ  -มีโปรตีนดี

-ช่วยเสริมสร้างการทำงานของธาตุเหล็กในร่างกาย  -มีวิตามินบีรวมชื่อว่าไรโบฟลาวินและไนอะซิน

-เป็นแหล่งเกลือแร่สำคัญ เช่น ซิลีเนียม

-มีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ อันเนื่องมาจากในตัวเห็ดนั้นมีกรดอะมิโนที่กระตุ้นให้ต่อมรับรสรู้สึกว่าเห็ดคล้ายเนื้อสัตว์

นอกจากนี้เห็ดก็ยังมีสรรพคุณทางยาด้วย ซึ่งในเห็ดทั่วไปสามารถช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่นหัวใจ สมอง ปอด ตับ ระบบการไหลเวียนของโลหิต เป็นต้น ชาวจีนจัดให้เห็ดเป็นยาเย็น มีสรรพคุณช่วยลดไข้ ดับความร้อนในร่างกาย แก้ช้ำใน เพิ่มพลังชีวิตช่วยในการบำรุงร่างกาย ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันในเลือด ขับปัสสาวะ ทำให้หายจากอาการหงุดหงิด มีส่วนช่วยบำรุงเซลล์ประสาท รักษาอาการอัลไซเมอร์ ที่สำคัญช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก

 

“เพาะเห็ด” ทางเลือกพารวย!!!

 

เห็ด
                                     เห็ด

ปัจจุบันมีอาชีพเกษตรกรรมกำลังได้รับความนิยมเพราะความต้องการด้านอาหารของประชากรเพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่ในการทำการเกษตรลดลง ผลิตผลการเกษตรจึงมีราคาค่อนข้างดีขึ้น แต่การเลือกเพาะปลูกพืชเพื่อเชิงพาณิชย์นั้น ผู้ปลูกต้องศึกษารายละเอียดของพืชนั้นๆวิเคราะห์ด้านทุน และด้านตลาดก่อนที่จะลงมือปลูก หากนึกถึงพืชที่มีต้นทุนไม่สูงมานัก และมีสิทธิ์จะนำพาความร่ำรวยมาสู่คุณได้ ก็ต้องเป็นอาชีพ”เพาะเห็ด” เพราะเห็ดไม่ต้องอาศัยน้ำมากนักในการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง และเห็ดยังสามารถปลูกได้แทบทุกที่ที่มีการปิดกั้นให้มิดชิดเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว วงจรชีวิตของเห็ดทุกชนิดนั้นมีลักษณะที่คล้างคลึงกันโดยเริ่ม จากสปอร์ สร้างตัวเป็นกลุ่มรา แล้วโตต่อไปเป็นกลุ่มก้อนของดอกเห็ด เมื่อเห็ดเจริญเติบโตแล้วก็จะสร้างสปอร์ ซึ่งจะปลิวและงอกใหม่เป็นใยราหมุนเวียนเช่นนี้ตลอดไป เห็ด คือราชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อมนุษย์มาก มีประโยชน์ทั้งเป็นยา เป็นอาหาร อีกทั้งช่วยทำให้ระบบนิเวศเกิดความสมบูรณ์

บนโลกเราก็มีเห็ดมากกว่า 30,000 ชนิดแต่ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้นั้น มีมากกว่า 1,000 ชนิด นอกจากจะนำเห็ดมาปรุงอาหารให้อร่อยแล้ว เห็ดทั้งหลายก็ยังมีประโยชน์ในแง่ของการบำรุงสุขภาพ เพราะเห็ดบางชนิดเป็นยารักษาโรค และสามารถนำไปสกัดเป็นยาบำรุงต่างๆ ได้อีกมากมาย เห็ดจึงเป็นพืชชนิดหนึ่งที่น่าปลูกในเชิงพานิชย์เพราะปัจจุบันฟาร์มเพาะเห็ดในประเทศไทยนั้นมีน้อย เท่าที่มีก็เป็นขนาดเล็ก นอกจากนี้การเพาะเห็ดก็แสนจะง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก มีแค่ความตั้งใจ ความพยายาม ความมานะอดทนในการดูแลก็สามารถประสบความสำเร็จและมีรายได้สูงตามไปด้วยได้ คนไทยชอบรับประทานเห็ด ซึ่งมีหลายชนิดทั้งจากฟาร์มเพาะเห็ด และเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เห็ดหูหนู  เห็ดโคน เห็ดหลินเจือ เห็ดหัวลิง เห็ดฟาง  เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นต้น

เห็ดฟาง
                                เห็ดฟาง

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเห็ด

เห็ดเป็นราชนิดหนึ่งที่ไม่ได้จัดว่าเป็นพืชหรือสัตว์ไม่มีคลอโรฟิลล์ เห็ดจึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้และไม่ต้องใช้แสงแดดในการเจริญเติบโต ในปัจจุบันพบว่าในหลายประเทศหันมาสนใจและวิจัยทดลองปรับปรุงพันธ์เห็ดต่างๆ ให้มีจำนวนมากขึ้นและมีการพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ให้ปลูกง่ายและมีผลผลิตที่มากขึ้นอีกด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เหมาะสมกับการปลูกเห็ดเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรอย่างอื่นและสามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการปลูกเห็ดได้เป็นอย่างดี นอกจากอุปกรณ์แล้ว สภาพภูมิอากาศก็ยังเหมาะสมที่ทำให้พืชเชื้อราอย่างเห็ด สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้นอีกด้วย

ในประเทศไทยมีโรงเรือนเพาะเห็ดที่เป็นรายใหญ่และสำคัญอยู่ที่จังหวัดนครนายก จังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสุพรรณบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็ดที่มีการปลูกมากที่สุดคือเห็ดฟาง มีการปลูกทั่วไปโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ที่มีการทำนา และมีฟางเหลือภายหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านก็จะนำฟางเหล่านั้นมาเพาะหัวเชื้อเห็ดช่วงที่ผลผลิตของเห็ดเข้ามาสู่ตลาดมากที่สุดคือเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นฤดูร้อน ส่วนในเดือนที่ผลผลิตออกมาน้อยคือปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมีนาคม เพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาวและในช่วงที่เห็ดออกมาสู่ตลาดน้อย เห็ดก็จะมีราคาค่อนข้างสูง สรุปแล้วอาชีพการปลูกเห็ดนั้นนอกจากจะต้องอาศัยความขยัน อดทนแล้ว ยังต้องใช้ประสบการณ์   อีกด้วย อย่าเพิ่งคิดว่าอาชีพการเพาะเห็ดนั้นเป็นอาชีพที่ง่ายและมีรายได้ดีอย่างเดียว แต่เราต้องคิดในแง่ของความยากลำบากด้วยว่ายังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญอีกเช่น ผู้ปลูกต้องมีความเอาใจใส่ และหมั่นดูแล อีกประการสำคัญต้องรู้จักการรักษาความสะอาด เพราะเห็ดคือเชื้อราชนิดหนึ่ง ถ้าปล่อยให้สกปรกและมีเชื้อราตัวอื่นมาแทรก เห็ดก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี

 

อุปกรณ์สำคัญในการเพาะเห็ด

ก่อนที่เราจะสร้างความร่ำรวยให้บังเกิดขึ้นได้ เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือการศึกษาวิธีการ และจัดเตรียมอุปกรณ์ในการจะเริ่มต้นปลูกเห็ดกัน สำหรับอุปกรณ์ในการเพาะปลูกเห็ดนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเกี่ยวกับการปลูก และไม่มีความซับซ้อนใดๆ

อุปกรณ์เพาะเห็ด
                           อุปกรณ์เพาะเห็ด

โรงเรือนที่ใช้เพาะเห็ด อาจจะเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่สามารถใส่ถุงเพาะเชื้อเห็ดได้เป็นหมื่นถุง หรือแม้แต่โอ่งน้ำที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถใส่ถุงเพาะเชื้อประมาณไม่เกิน 50 ถุง ก็สุดแล้วแต่กำลังการลงทุนของผู้ประกอบการ

สแลนสีดำ เอาไว้คลุมโรงเรือนจะได้เป็นการอำพรางแสงสว่างไม่ให้เห็ดโดนแสงสว่าง

ขี้เลื่อย ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด

รำอ่อน ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด

ถุง ใช้สำหรับเพาะเชื้อเห็ด ขนาดถุงขึ้นอยู่กับปริมาณเพาะเชื้อเห็ด

ดีเกลือ,น้ำสะอาด,ยิปซัม,ปูนขาว,กระดาษเหลือใช้,น้ำตาลหรือกากน้ำตาล,สำลี,ยางรัดถุง,ถังนึ่งเชื้อเห็ด,

เศษฟาง หญ้าแห้ง หรือข้าวโพดแห้งก็สามารถใช้ในการทำหัวเชื้อได้

กระบะไม้ สำหรับหมักวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนที่จะบรรจุถุงเชื้อ

คอขวดพลาสติก ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณไม่เกิน 2 นิ้ว

-เชื้อเห็ดชนิดต่างๆ ตามที่ต้องการ

-อาหารเสริม ที่จะช่วยเลี้ยงให้เห็ดเจริญเติบโตได้ดี

-ไม้แบบสำหรับใช้อัดก้อนเชื้อเห็ด หรือสำหรับผู้ที่มีทุนสูงก็ใช้เครื่องอัดหัวเชื้อ

-บัวรดน้ำ หรือสายยางใช้สำหรับรดน้ำถุงเพาะเชื้อ

-เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิของโรงเรือน หรือสถานที่ ที่เราใช้ปลูกเห็ด

-ถ้าใช้โรงเรือนก็จำเป็นต้องมีพัดลมดูดหรือเป่าระบายอากาศ

-เครื่องพ่นฝอย สำหรับให้น้ำเห็ดในโรงเรือน ถ้าเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ให้ใช้ระบบน้ำแบบนี้ เพราะนอกจากเป็นการประหยัดกำลังคนแล้วยังเป็นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

-หลอดไฟ เห็ดบางชนิดก็ชอบให้มีแสงสว่างบ้าง

-เครื่องวัดความชื้นในโรงเรือน

-ตะกร้าเก็บเห็ด

หมายเหตุ : ในปัจจุบันไม่ต้องทำหัวเชื้อเองเพราะมีหลายหน่วยงานที่ทำถุงเชื้อเห็ดขายและมีราคาพอๆ กับทำเอง จึงทำให้หลายๆโรงเรือนนั้นไม่ทำหัวเชื้อด้วยตัวเองแล้ว

ติดตามเรื่องราวอื่นๆได้ที่นี่ คลิ๊ก